การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งมิติ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล เพื่อพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและส่งมอบสินค้า และบริการที่ดีและตรงกับความต้องการของลูกค้าไปพร้อมกับการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกฝ่าย

การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจทั้งภายในและภายนอกองค์กร และทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากกระบวนการจัดหาที่ดิน กระบวนการออกแบบโครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการก่อสร้างและพัฒนาโครงการ รวมถึงกระบวนการบริหารโครงการนิติบุคคลที่บริษัทฯ ให้บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าในทุกกระบวนการมีการบริหารและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม มีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยเริ่มตั้งแต่มุ่งส่งเสริมให้ความรู้ สร้างความตระหนักในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับบุคลากรในองค์กร ให้ความสำคัญในการดำเนินงาน การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ของเสีย รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย  บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ตลอดจนจัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน ให้มีหน้าที่ในการดูแลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯและบรรลุตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้

แนวปฏิบัติการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ของเสีย และสภาพแวดล้อม

  • ดำเนินการและบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายการบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน ของเสีย การดูแลสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับปริมาณที่ใช้ โดยมุ่งเน้นการลดและ/หรือหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ส่งเสริมให้เกิดการใช้อย่างคุ้มค่า และไม่การดำเนินงานใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • กำหนดให้การบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม เป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ทุกระดับ ที่จะให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด
  • สร้างความตระหนักรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม โดยสื่อสารให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดความเข้าใจ และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องการดูแล รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • ให้การสนับสนุนที่จำเป็น ตลอดจนจัดสรรบุคลากร งบประมาณ เวลา การฝึกอบรม และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อคิดเห็นของพนักงานที่เป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการด้านทรัพยากร พลังงาน สาธารณูปโภค รวมไปถึงการดูแลสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม
  • มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

เป้าหมายและผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2568

 

 

ผลการดำเนินงานปี 2568

ตัวชี้วัด

เป้าหมายปี 2569

ผลการดำเนินงานปี 2568

การจัดการพลังงาน

(scope 1,2)

ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน

เป้าหมาย : ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน

ผลการดำเนินงาน : การจัดการพลังงานลดลง 35% (เทียบ TonCo2e/ตรม.)

การจัดการไฟฟ้า

ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าขององค์กรทั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานขาย ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 

เป้าหมาย : ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน

ผลการดำเนินงาน :  ลดลง 35%

การจัดการน้ำ

ลดปริมาณการใช้น้ำประปาขององค์กรทั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานขาย ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน

เป้าหมาย : ลดปริมาณการใช้น้ำ ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน

ผลการดำเนินงาน : เพิ่มขึ้น 30%

การจัดการขยะ

ลดปริมาณขยะในสำนักงานใหญ่ ร้อยละ 5

ผลการดำเนินงาน : ลดลง 1% จากปีฐาน

การลดมลพิษทางอากาศ

ควบคุมคุณภาพเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างในโครงการให้อยู่ในเกณฑ์มาตราฐาน

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและจำนวนครั้งที่ปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน เป็นศูนย์

อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

ลดปริมาณฝุ่นในโครงการก่อสร้าง

ทุกโครงการ

ทุกโครงการ

การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการดำเนินงาน

  • จัดตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการตามแผนการประหยัดพลังงานและลดการใช้ทรัพยากร รวมทั้งติดตามตรวจสอบ ผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค ต่อผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ให้ทราบรายไตรมาส เพื่อพิจารณาปรับปรุงแนวปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • ติดตามข้อมูลการใช้พลังงานทั้งปี จัดทำแผนประหยัดพลังงาน และตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้น ระยะยาว พร้อมสื่อสารให้กับพนักงานทุกคนรับทราบ
  • จัดทำกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและและสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานในองค์กรในเรื่องของการใช้พลังงานต่าง ๆ
  • จัดทำแผนเพิ่มการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย
  • การออกแบบและการเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยการวางแผนการออกแบบโครงการให้เหมาะสมกับทิศทางลมและแสงสว่างธรรมชาติ เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความสามารถในการประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED เครื่องปรับอากาศที่ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานพลังงาน

 

ผลการดำเนินงาน

  • ทำการเก็บข้อมูลปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานเชื้อเพลิง จากแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ มีการเก็บรวบรวมปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดจากการใช้ยานพาหนะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทรวมถึงการเดินทางเพื่อดำเนินงานให้กับทางบริษัท รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งในสำนักงานใหญ่ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ สำนักงานขายที่เปิดบริการในปี จำนวน 28 แห่ง รวมใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น3,436,70 กิโลวัตต์

 

ปริมาณการใช้พลังงานในองค์กร

หน่วย

2566

2567 (ปีฐาน)

2568

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำนักงานใหญ่ (kWh)

(กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี)

168,263

167,351

157,300

จำนวนสำนักงานขายที่เก็บข้อมูล

แห่ง

40

52

28

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำนักงานขายทั้งหมด (kWh)

(กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี)

10,108,501.06

2,859,825.13

3,278,805.70

รวมปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด (kWh)

(กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี)

10,276,764.06

3,027,176.13

3,436,105.70

ผลผลิต

(ตรม.)

17,295.53

23,478.59

69,153

ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

liter

30,959.77

21,261.03

47,476.77

“ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”

  • บริษัทฯ มีการควบคุมเวลาในการเปิด-ปิดไฟ และเครื่องปรับอากาศในสำนักงานใหญ่ พร้อมทั้งรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานในการช่วยกันดูแลความเรียบร้อย ปิดไฟเมื่อเลิกใช้งาน หรือก่อนกลับบ้าน
  • ดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์การประหยัดพลังงานผ่านสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมแก่พนักงานในสำนักงานใหญ่และสำนักงานขาย อาทิ การปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งวางแผนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น ระบบสวิตช์แบบสัมผัสและอุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติ เพื่อช่วยควบคุมและลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในสำนักงานขายและห้องตัวอย่าง
  • ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งมอบให้กับลูกค้า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองด้านการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า
  • ติดตั้งระบบ Solar Rooftop ที่ 2 โครงการ ได้แก่ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-แพรกษา และ ดิ ออริจิ้น บางแคเพื่อช่วยลดค่าใช้ไฟฟ้าส่วนกลาง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศ
  • สำหรับในโครงการระหว่างการก่อสร้างได้ร่วมมือกับผู้รับเหมา ในการวางมาตรการเพื่อให้เกิดการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ มีการรณรงค์ให้ใช้ไฟฟ้าและพลังานอย่างประหยัด โดยมีการติดป้ายตามจุดต่างๆ บริเวณสวิตซ์ไฟ รวมถึงบอร์ดประชาสัมพันธ์กลางในโครงการ
  • บริษัทฯ วางแผนบริหารจัดการการใช้รถยนต์ที่เป็นทรัพย์สินขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาลดปริมาณรถยนต์ที่เป็นทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือหมดสภาพการใช้งาน ปรับเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

จากการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการพลังงานดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ภายในปี 2569 เมื่อเทียบกับปีฐานที่กำหนด

 

การบริหารจัดการน้ำ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งสำนักงานใหญ่และพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยยึดหลักการบริหารจัดการตามแนวคิด 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เช่นเดียวกับการจัดการของเสีย เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด มีแนวทางและมาตราการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ส่งเสริมการเลือกใช้อุปกรณ์และสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติและมาตรการควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดในทุกหน่วยงาน พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมสื่อสารและให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในระดับองค์กรและมีการบริหารจัดการความเสี่ยง ประเมินและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนน้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันและแผนรองรับสถานการณ์ บรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนน้ำในอนาคต และเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน

แนวทางการดำเนินงาน

การจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนการใช้น้ำ การลดการใช้น้ำ หรือการดึงน้ำมาใช้ บริษัทฯ ได้กำหนดแนวปฏิบัติครอบคลุมทั้งในส่วนของภายในองค์กร โครงการก่อสร้าง ตลอดจนโครงการที่อยู่อาศัย ของทุกกลุ่มบริษัทฯ บริษัทฯ ให้ความตระหนักในด้านการบริหารจัดการ ตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยงในเรื่องของการใช้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของน้ำใช้ หรือการปล่อยน้ำเสียออกสู่สาธารณะ บริษัทฯได้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานและมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีขาดแคลนน้ำเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้ และในปี 2568 บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งเป้าหมายของการลดการใช้น้ำภายในองค์กร (ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ และสำนักงานขายที่เปิดในปี จำนวน 28 แห่ง) ให้ลดลงร้อยละ 5 จากปีฐาน และในปี 2569 ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ร้อยละ 5 รวมถึงมีเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  • เพิ่มการรับรู้และปลูกฝังจิตสำนึกของคนในองค์กรให้รู้คุณค่าของการใช้น้ำ
  • นำมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการน้ำเข้ามาใช้ภายในหน่วยงานหรือโครงการก่อสร้าง เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ควบคุมระบบการจัดการน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และมีการบันทึกข้อมูล ติดตามและประเมินผลในทุกเดือน และมอนิเตอร์การนำน้ำไปใช้ซ้ำในโครงการให้ได้มากที่สุดเพื่อลดการดึงน้ำไปใช้

ผลการดำเนินงาน

            บริษัทฯ ได้มีการจัดเก็บข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ ครอบคลุมการดำเนินงานของสำนักงานใหญ่บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และสำนักงานขายที่เปิดบริการ ในปี 2568 จำนวน 28 แห่ง ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการใช้น้ำประปารวม 125,872.00 ลูกบาศก์เมตร “ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”

 

ปริมาณการใช้น้ำในองค์กร

หน่วย

2566

2567 (ปีฐาน)

2568

จำนวนสำนักงานขายที่เก็บข้อมูล

แห่ง

40

52

28

ปริมาณการใช้น้ำสำนักงานขาย

ลูกบาศก์เมตร

141,581

40,666

125,706

ปริมาณการใช้น้ำสำนักงานใหญ่

ลูกบาศก์เมตร

154

154

166

รวมปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด  (m3)

ลูกบาศก์เมตร

141,735

40,820

125,872

 

            การใช้น้ำและการดึงน้ำมาใช้ในภายในกิจกรรมของบริษัทฯ โดยแบ่งแยกตามแหล่งที่มา ได้ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำในองค์กร

หน่วย

ลูกบาศก์เมตร (m3)

2566

2567

(ปีฐาน)

2568

ปริมาณการดึงน้ำมาใช้น้ำแยกตามแหล่งที่มา :

 

   

จากน้ำผิวดิน

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

จากน้ำบาดาล

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

จากน้ำประปา

ลูกบาศก์เมตร

141,735

40,820

125,872

จากน้ำเสียจากแหล่งภายนอก

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

จากการกักเก็บน้ำฝน

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

จากน้ำทะเล

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

ปริมาณการปล่อยน้ำ:

 

 

 

 

ลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

ลงสู่แหล่งน้ำบาดาล

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

ลงสู่แหล่งน้ำประปา

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

ลงสู่แหล่งน้ำทะเล

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

ลงสู่แหล่งน้ำภายนอก

ลูกบาศก์เมตร

0

0

0

 

 

การจัดการน้ำภายในองค์กร

บริษัทฯ ได้มีการดำเนินการส่งเสริมให้พนักงานมีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รณรงค์ สร้างความตระหนักของพนักงานในการใช้น้ำอย่างประหยัดภายในองค์กร และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดการใช้น้ำเกินความจำเป็น เช่น แยกทิ้งเศษอาหารเพื่อป้องกันการอุดตันของท่อน้ำ มีการตรวจสอบการรั่วซึมของอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ภายในสำนักงานอยู่เป็นประจำโดยช่างอาคาร มีบุคลากร หน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงช่องทางในการแจ้งเหตุหากพบการรั่วซึมของน้ำเพื่อให้มีการประสานงานแก้ไขจัดการอย่างทันท่วงที

การจัดการน้ำภายในโครงการก่อสร้าง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างในทุกกระบวนการ โดยได้มีการกำหนดนโยบายให้ผู้รับเหมาก่อสร้างในทุกโครงการที่มีการก่อสร้างในปีนั้นๆ จะต้องมีการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำ จัดระบบจัดการบำบัดน้ำเสีย ควบคุมและตรวจคุณภาพก่อนปล่อยสู่สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ที่ดำเนินงานควบคุมตามแผนการจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างตามนโยบายบริษัทฯ จำนวนทั้งสิ้น  11 โครงการ โดยมีหลักการดำเนินงานที่เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

1.จัดทำระบบระบายน้ำและระบบบำบัดชั่วคราวในโครงการ

2.จัดทำระบบสุขาภิบาลภายในโครงการอย่างถูกสุขลักษณะ

3.ตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในโครงการก่อนปล่อยออกสู่ท่อสาธารณะ

4.การรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดภายในโครงการ ลดการใช้น้ำ

5.การ Reuse น้ำในบ่อพักกลับมาใช้ใหม่

 

โดยในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการของบริษัท ฯ จำนวน 11  โครงการ ในปี 2568 นั้น ไม่มีโครงการใดอยู่ในส่วนของพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ หรือขาดแคลนน้ำ

จำนวนโครงการทั้งหมด

จำนวนโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ / ขาดแคลนน้ำ

11

0

 

การจัดการน้ำภายในโครงการที่อยู่อาศัย

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนาและการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในโครงการใหม่ โดยมีการวางแผนและคัดเลือกผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำ และได้รับฉลากรับรองมาตรฐานด้านการอนุรักษ์น้ำ ทั้งในส่วนของสุขภัณฑ์และอ่างล้างมือ สุขภัณฑ์ประเภทดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น และยังคงประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำมาใช้เป็นมาตรฐานในทุกโครงการ เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว อาทิเช่น ชุดสุขภัณฑ์สำหรับอ่างล้างหน้า ล้างมือประหยัดน้ำประเภท Wash Basin Faucets 4.8L เป็นสุขภัณฑ์ที่ใช้น้ำเพียงแค่ 4.8ลิตร/นาที ในขณะที่สุขภัณฑ์น้ำทั่วไปจะใช้น้ำ 6ลิตร/นาที ซึ่งสามารถประหยัดน้ำได้มากกว่าสุขภัณฑ์ทั่วไปถึง 1.2 ลิตร/นาที หรือคิดเป็น 20% อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุมการปนเปื้อนจากสารพิษโลหะหนัก (ตะกั่ว แคดเมียม ทองแดง สังกะสี) ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสุขภัณฑ์ประเภทนี้ช่วยบริหารจัดการเรื่องการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำไปใช้ในทุกโครงการ

 



การจัดการขยะ ของเสีย และมลพิษ

การจัดการขยะภายในสำนักงาน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะ ลดการเกิดขยะภายในสำนักงาน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกและสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานในองค์กรและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีการตั้งจุดคัดแยกขยะตามประเภท และส่งต่อขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ไปจัดการอย่างถูกวิธี รวมถึงให้พนักงานทุกดำเนินงานกิจกรรม 5ส ในพื้นที่ของตนเอง

นอกจากนี้บริษัทฯยังได้มีการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆเพื่อสร้างจิตสำนึก รณรงค์ให้พนักงานตระหนักถึงการแยกขยะ ลดการใช้พลาสติก อาทิ ขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะ รวมถึงส่งต่อสิ่งของต่าง ๆที่ไม่ใช้ไปยังกลุ่มคนที่ขาดแคลนหรือมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม อาทิเช่น มูลนิธินกขมิ้น , Green Road , มูลนิธิกระจกเงา เป็นต้น และยังเป็นการลดจำนวนขยะได้อีกด้วย

กิจกรรมรณรงค์การจัดการขยะพลาสติก

  “ดื่มหมดแล้ว ขอฝา” เพื่อส่งต่อให้กับโครงการ Green Road ซึ่งเป็นโครงการที่นำฝาขวดพลาสติกไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลและแปรรูปเป็นวัสดุสำหรับผลิตโต๊ะและเก้าอี้ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ขาดแคลน อันเป็นการสร้างประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยกิจกรรมดังกล่าว บริษัทฯ สามารถส่งมอบฝาขวดน้ำให้โครงการได้จำนวนกว่า 30,000 ฝา ซึ่งสามาถนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลผลิตเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนได้กว่า 4 ชุด

                  จากตัวเลขปริมาณการเกิดขยะภายในสำนักงานใหญ่ที่ผ่านมา บริษัทฯได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องของปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงได้มีการออกแคมเปญ “Go Green& Go Digital” โครงการลดปริมาณการใช้กระดาษ และขวดน้ำพลาสติก ภายในสำนักงาน เนื่องจากเป็นขยะที่พบมากที่สุด เพื่อเป็นการรณรงค์ลดปริมาณขยะที่เกิดในสำนักงานรวมถึงลดการใช้ทรัพยากรโดยสิ้นเปลือง

โดยบริษัทฯ ยังคงมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในอัตราที่เกิดขึ้นต่อคน ภายในสำนักงานลงให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2569 จากปีฐาน (2567)

การบริหารจัดการของเสียและมลพิษในโครงการก่อสร้าง

บริษัทฯ มีการออกมาตรการในโครงการก่อสร้าง เพื่อให้ทางผู้รับเหมานำไปปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการขยะและของเสียในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบตามหลักการ 3R (Reduce Reuse Recycle) และมีระบบการคัดแยกขยะตามประเภทที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีมาตรการและแนวปฏิบัติในทุกโครงการก่อสร้าง ดังนี้

  1. มีการประกาศมาตรการ แนวทางการจัดการขยะภายในโครงการให้กับผู้รับเหมา
  2. มีการกำหนดจุดติดตั้ง จุดรวบรวมขยะและเศษวัสดุก่อสร้างในโครงการอย่างชัดเจน
  3. จัดทำจุดรวบรวมขยะบนอาคารทุกชั้น
  4. จัดทำบอร์ดประชาสัมพันธ์การคัดแยกขยะภายในโครงการ
  5. ร่วมมือกับผู้รับเหมานำแนวคิดในการใช้ชิ้นส่วนวัสดุสำเร็จรูป และนำชิ้นส่วนที่ประกอบสำเร็จจากโรงงานผู้ผลิตนำมาใช้ในโครงการ
  6. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานจัดเก็บขยะมูลฝอยตกค้างทุกวัน
  7. การจัดการขยะภายในบ้านคนงาน
  8. มีการจัดทำตารางปริมาณขยะ และติดตามผลในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
  9. การจัดการของเสียจากงานก่อสร้าง

จากมาตรการดังกล่าวนี้ ทางบริษัทฯ มีความมุ่งหวังเพื่อให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการก่อสร้างได้รับมาตรฐาน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้รับเหมา และพนักงานในการปฏิบัติร่วมกัน พร้อมร่วมมือกันในการหาแนวทางในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในโครงการก่อสร้าง

โครงการจัดการของเสียในโครงการก่อสร้าง

1.การรีไซเคิลขยะเหลือใช้จากการก่อสร้าง

นำเศษปูนที่เหลือใช้จากหน้างานก่อสร้าง กลับมาใช้ประโยชน์ (Reuse) เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด ลดการสูญเสียทรัพยากร และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy) ภายในโครงการโดยเศษปูนที่เหลือจากกระบวนการก่อสร้างถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ภายในโครงการ อาทิ โต๊ะ ม้านั่ง และที่กั้นจอดรถ หรือนำมาหล่อเป็นแผ่นทางเดิน เพื่อลดการใช้วัสดุใหม่ รวมถึงต่อยอดสู่กิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ CSR โดยนำไปหล่อเป็นก้อนคอนกรีตสำหรับจัดทำขอบกั้นแปลงผักเพื่อการเกษตร และส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและการพึ่งพาตนเองของนักเรียน

ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา สามารถนำเศษปูนกลับมาใช้ประโยชน์ได้รวมปริมาณ 3 คิว และจัดทำแปลงผักเพื่อการเรียนรู้จำนวน 10 แปลง โดยแต่ละแปลงใช้ก้อนคอนกรีตจำนวน 60 ก้อน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 900 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากการลดปริมาณของเสียที่ต้องขนส่งและกำจัด รวมถึงลดความจำเป็นในการผลิตวัสดุใหม่เพิ่มเติม

2.โครงการส่งเสริมการจัดการขยะและของเสียในพื้นที่ก่อสร้าง

“โครงการขยะแลกไข่” เปิดโอกาสให้แรงงานนำขยะรีไซเคิลที่คัดแยกแล้ว เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ มาสะสมแลกเป็นไข่ไก่หรือสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยปลูกฝังพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง แต่ยังสร้างรายได้เสริมและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่แรงงานอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังได้เริ่มจัดตั้งจุดแยกขยะเศษอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นของเสียที่พบมากอีกชนิดหนึ่งในโครงการ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ เช่น การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียว หรือจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริม รวมถึงสามารถนำไปบริจาคให้แก่ชุมชนหรือวัดในพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นการเชื่อมโยงการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

โดยในปี 2568-2569 บริษัทฯ มีเป้าหมายในเรื่องของการจัดการของเสียในโครงการก่อสร้าง โดยร้อยละ 100 ของโครงการที่มีการก่อสร้างในปี จะต้องมีการคัดแยกขยะ และมีการจัดการรีไซเคิลขยะอย่างถูกวิธีในทุกโครงการก่อสร้างเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งมุ่งหวังให้พนักงานและแรงงานทุกคนในโครงการ มีความรู้ และเข้าใจถึงผลดีของการคัดแยกขยะ และเป้าหมายในระยะสั้น (ภายในปี 2571) ทุกโครงการก่อสร้างจะต้องมีการจัดการขยะเศษอาหารครบ 100%

การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่บริษัทฯ ใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานขององค์กรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร

บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีแนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร โดยสนับสนุนให้มีการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีฉลากรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแสดงถึงการเป็นสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัสดุที่นำมาใช้ในโครงการก่อสร้างมีคุณภาพ ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการใช้งาน

ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากรับรองด้านสิ่งแวดล้อม หรือฉลากประหยัดพลังงาน เพื่อนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างของบริษัทฯ โดยได้มีการกำหนดแนวทางการจัดซื้อและกำหนดคุณลักษณะของวัสดุที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Materials) อาทิเช่น การเลือกใช้ TEXCA wall เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) , มาตรฐาน ISO 9001:2015 , มาตรฐานเกี่ยวกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้การรับรองเครื่องหมายฉลากเขียว จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มาใช้ในทุกโครงการก่อสร้างที่สร้างในปี 2568 โดยในปีนี้ทางบริษัทฯ มีการสั่งซื้อวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประมาณ ร้อยละ 10 ของการใช้วัสดุทั้งหมด อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้กำหนดแผนงานเพื่อเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใน ปี 2569  ยังคงกำหนดให้มีการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวัสดุที่เลือกใช้ทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในโครงการเพิ่มมากขึ้น โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) หรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูง มาใช้ในโครงการใหม่ของบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการวางแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มการลงทุนในการจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง

การจัดการเพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ

บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าหมายและประเมินความเสี่ยงในทุกกระบวนการของการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบออกสู่ภายนอกน้อยที่สุด โดยในทุกปีทางบริษัทฯได้มีการเก็บรวบรวมและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร และจากการใช้พลังงานต่างๆ ในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้สามารถวางแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้ โดยมีที่ปรึกษาด้านการเก็บข้อมูล คือ บริษัท แอดวานซ์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด และได้รับการตรวจสอบและมีการรับรองจากหน่วยงานอิสระภายนอก โดยผู้ทวนสอบ คือ บริษัทบูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ตามมาตรฐานการรับรองในระดับสากล ISO14064-1, IS014069, และ Greenhouse Gas Protocol

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

จากการดำเนินงานของบริษัทฯ ในทุกกระบวนการได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานตามข้อกำหนดของกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินงานส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ซึ่งบริษัทฯได้รับความร่วมมือจากทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้บรรลุตามเจตจำนงค์ในเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็น ศูนย์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการทบทวนและปรับปรุงเป้าหมายการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ใหม่เป็นปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของประเทศไทยและแนวโน้มระดับโลก

            แนวทางการดำเนินงาน

  • วางโครงสร้างการทำงาน กำหนดเป้าหมาย และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดขอบเขตและหน้าที่ให้กับพนักงานแต่ละแผนที่เกี่ยวข้องรับทราบและนำไปปฏิบัติ และให้การดำเนินงานด้าน ESG เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานและเป็น KPI ของพนักงานทุกคนในแผนกให้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาผลการดำเนินงานรายปีในการพิจารณาค่าตอบแทน รวมถึงกำหนดเป็น KPI ระดับองค์กรให้กับผู้บริหารระดับสูง (CEO) โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มตัวชี้วัดดูจากผลการประเมินด้านความยั่งยืนขององค์กรประจำปี และผลการดำเนินงานด้านการจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากการดำเนินงานภายในกิจกรรมขององค์กร และการจัดการรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะต้องลดลงตามเป้าหมายที่บริษัทฯ กำหนดไว้ โดยคิดเป็น 10% ของการพิจารณาผลการดำเนินงานรายปี (KPI) เพื่อพิจารณาค่าตอบแทน
  • รวมถึงร่วมมือหาแนวทางร่วมกันกับพันธมิตร คู่ค้า ผู้รับเหมา ในการให้ความตื่นตัวและสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ มุ่งมั่นในการให้ความสำคัญในการจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ร่วมกัน
  • จัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมครบทุกธุรกิจ กำหนดปีฐาน (Base Year) และวางแผนจัดการ ติดตามผลในแต่ละขอบเขตให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
  • จัดทำแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้ง 3 ขอบเขต วางเป้าหมายปี และเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาว พร้อมประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น รวมถึงได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 7% ภายในปี 2571 
  • จัดทำแผนมาตรการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิเช่น จัดทำแผนฉุกเฉินรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น
  • รณรงค์ให้เกิดการลดใช้พลังงานภายในองค์กรให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน น้ำ ทรัพยากรต่างๆ โดยพิจารณาการดำเนินงานจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
  • เริ่มวางนโยบาย เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการหรือสังคมรอบข้าง
  • กำหนดให้การใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานสะอาดเป็นส่วนหนึ่งในโครงการใหม่ อาทิเช่น ติดตั้ง EV charger 100% ในทุกโครงการที่ก่อสร้างเสร็จ , การติดตั้งเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับโครงการที่สร้างใหม่ทุกโครงการ, การเลือกใช้วัสดุที่ได้รับการรับรองในด้าน Green Label

            ผลการดำเนินงาน

  • การเก็บข้อมูลรวบรวมปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ทั้ง 3 ขอบเขต ในปี 2568 สรุปได้ดังนี้

ก๊าซเรือนกระจกทางตรง ขอบเขตที่ 1 คำนวณจากการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ที่มาจากปริมาณการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในยานพาหนะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ จำนวน 8 คัน และการเบิกค่าเดินทางของพนักงานที่มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวและนำค่าใช้จ่ายมาเบิกค่าเดินทางกับทางองค์กร รวมถึงสารทำความเย็น ถังดับเพลิงที่ติดตั้งในสำนักงานตามจุดต่าง ๆ

ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ขอบเขตที่ 2 คำนวณจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และสำนักงานขายที่เปิดบริการในปี 2568 จำนวน 28 แห่ง

ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ขอบเขตที่ 3 องค์กรได้มีการพิจารณาประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรทางอ้อมอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร ได้แก่ การซื้อวัตถุดิบและบริการเข้ามาใช้ภายในองค์กร, การได้มาซึ่งเชื้อเพลิงและพลังงานที่ใช้ในองค์กร, การขนส่งวัตถุดิบเข้ามาในองค์กร, การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในองค์กร, การเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขององค์กร ได้แก่ การเดินทางโดยเครื่องบิน การเดินทางโดยรถสาธารณะ รวมไปจนถึงการเดินทางของพนักงาน และการใช้ไฟฟ้าของผู้เช่าสำนักงานแบริ่ง และ หลังจากนั้นได้ทำการประเมินแหล่งปล่อยที่มีนัยสำคัญเพื่อนำมารายงานสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ซึ่งหมวดหมู่ที่มีนัยสำคัญขององค์กร คือ กิจกรรมการซื้อวัตถุดิบและบริการเข้ามาใช้ภายในองค์กร ประกอบไปด้วย การใช้น้ำประปาและกระดาษ ภายในบมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างในโครงการที่สร้างแล้วเสร็จในปี จำนวน 10 แห่ง ตลอดทั้งปี 2568  โดยผู้ทวนสอบ คือ บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สรุปปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์)
TonCo2e

ปี 2566

ปี 2567

(ปีฐาน)

ปี 2568

ก๊าซเรือนกระจกทางตรงขอบเขต 1

100

154

100

ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมขอบเขต 2

5,141

1,514

1,633

ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมขอบเขต 3

1,029

13,900

22,775

ผลรวมขอบเขตที่ 1 และ 2

5,241

1,668

1,733

ผลรวมขอบเขตที่ 1 , 2 และ 3

6,270

15,568

24,508

ผลผลิต (ตรม.)

17,295.53

23,478.59

69,153

Carbon Intensity (ขอบเขต 1,2)

0.3030 TonCo2e/ตรม.

0.0710 TonCo2e/ตรม.

0.0250 TonCo2e/ตรม.

Carbon Intensity (ขอบเขต 1,2และ 3)

0.3625 TonCo2e/ตรม.

0.6631 TonCo2e/ตรม.

0.3544 TonCo2e/ตรม.

“ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 อยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”

  • ติดตั้งเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการที่สร้างเสร็จ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการใช้พลังงานสะอาด 100%
  • ขยายผลติดตั้ง EV charger ภายในส่วนกลางของโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จทุกโครงการในปี โดยในปี 2568 ได้ติดตั้งทั้งสิ้น 15 โครงการ รวม 84 เครื่อง เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกบ้าน อีกทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง หันมาใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าติดตั้ง 100% ทุกโครงการโดยให้ทุกโครงการมีปริมาณเทียบต่ออัตราห้องพักอาศัย 1:100

เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) โดยคณะกรรมการบริษัท ได้อนุมัติเห็นชอบการเข้าร่วมพร้อมอนุมัติแผนการดำเนินโครงการ JUMP+ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ฝ่ายจัดการได้จัดทำแผนตามหลักเกณฑ์ที่โครงการ JUMP+ กำหนด ในการนี้บริษัทฯ ได้เสนอ “แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Decarbonization Planning) เพื่อนำพาองค์กรไปสู่การเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างแนวทาง กำหนดเป้าหมายและวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงเป้าหมาย Carbon Neutral และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันในหลายมิติ เป้าหมายโครงการ มุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) จากการดำเนินงานทั้งหมดลง 7% ภายในปี พ.ศ. 2571 (เทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2567) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน           

  • เชิญชวนให้ทุกบริษัทฯในเครือและผู้เช่า ร้านค้าที่ประกอบธุรกิจภายในโครงการ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยหาแนวทางปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการจัดการพลังงาน น้ำ ขยะ และการเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่นละอองจากการก่อสร้างให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด โดยออกมาตรการการจัดการฝุ่นละอองภายในโครงการเพื่อให้ผู้รับเหมารับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงให้มีการใช้เครื่องมือที่ได้มาตราฐานตรวจวัด จดบันทึก รวมถึงจัดทำรายงานทุกเดือน อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองภายในโครงการและพื้นที่ข้างเคียงโดยรวบรวม และรายงานผลต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตามกรอบเวลาที่กำหนด แสดงเปิดเผยหน้าโครงการระหว่างก่อสร้างอย่างชัดเจน โดยมีการ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งวางแผนการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ 

ในระหว่างปี บริษัทฯ ได้ทำการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสำนักงานและรอบสถานประกอบการเดือนละ 1 ครั้ง พบว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ กลิ่น เสียง อยู่ในเกณฑ์ปกติตามที่กฎหมายกำหนด และ ไม่พบกรณีสารเคมีรั่วไหลจากการก่อสร้าง โดยได้มีแนวปฎิบัติภายในโครงการ ดังนี้

1.การจัดทำสเปรย์ละอองน้ำรอบโครงการ  รวมถึงรั้วรอบโครงการ เพื่อช่วยลดปัญหาในเรื่องของฝุ่นละอองไม่ให้กระจายและส่งผลเสียต่อชุมชนรอบด้าน และเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด  

2.ฉีดล้างทางเข้า-ออก และพรมน้ำพื้นที่ภายในโครงการเพื่อลดฝุ่นเป็นประจำทุกวัน พร้อมทั้งปิดคลุมกองวัสดุและรถบรรทุกวัสดุเข้า-ออกโครงการทุกครั้ง เพื่อป้องกันละอองฝุ่นฟุ้งระหว่างการขนย้าย และจัดทำที่ล้างอุปกรณ์ล้างล้อรถบรรทุก,พื้นอาคาร,รอบอาคารและพื้นที่หน้าโครงการตลอดเวลา 

3. ติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์วัดค่าฝุ่นละอองภายใน/ภายนอกโครงการ พร้อมทั้งมีการตรวจสภาพเครื่องจักรให้พร้อมใช้งานเพื่อไม่เกิดควันที่เป็นพิษออกสู่อากาศ มีการตรวจวัดค่าควันดำ และตรวจวัดคุณภาพอากาศในทุกเดือน มีการติดตามตรวจสอบมาตรการดำเนินงานป้องกันแก้ไขผลกระทบด้านคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกเดือนเพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐานจากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด โดยตรวจวัดฝุ่นละอองรวม (TSP), ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน(PM-10), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (THC), ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

การบันทึกรายงานการวัดปริมาณก๊าซภายในโครงการและพื้นที่ข้างเคียง

 

ข้อมูลเปรียบเทียบเฉลี่ยการปล่อยมลพิษทางอากาศสำหรับโครงการที่มีการก่อสร้าง ระหว่างปี 2565-2567

No.

ก๊าซ

Year

2022

2023

2024

1

Total Suspended Particulates (TSP)

0.065

0.070

0.061

2

Particulate Matter less than 10 Micrometers (PM-10)  

0.04

0.045

0.033

3

Carbon Monoxide (CO)

1.765

1.887

1.665

4

Nitrogen Dioxide (NO2)

0.02

0.024

0.014

5

Sulfur Dioxide (SO2)

0.07

0.005

0.011

6

Total Hydrocarbon (THC)

2.637

2.784

2.452

บริษัท ฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทราบข้อมูลคุณภาพอากาศบริเวณโครงการ ได้แก่ ค่าฝุ่นละอองขนาด ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) กรณีมีแนวโน้ม ค่าความเข้มข้นเกินค่ามาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์ เมตร อยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บริษัทฯ จะเข้าควบคุมเฝ้า ระวัง ทันทีได้แก่ งานที่ใช้เครื่องจักรและยานพาหนะ ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลงานขนส่งวัสดุก่อสร้าง เข้าสู่พื้นที่โครงการ งานตัด เจาะ เจียร์ขัดแต่ง ผิวคอนกรีต หรือที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองเพื่อไม่ให้เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมายกำหนด ซึ่งในปีที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการปล่อยมลพิษเกินค่าที่กำหนด และบริษัทฯ ยังคงได้มีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ  ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและจำนวนครั้งที่ปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน เป็นศูนย์ ในปีต่อไป เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นและไม่ปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก

มาตรการป้องกันผลกระทบกับชุมชน บ้านข้างเคียง อันเกิดจากการก่อสร้าง 

การจัดการทางด้านเสียง

จัดหาเครื่องมือ/เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานและจัดทำอุปกรณ์เพื่อลดต้นกำเนิดเสียง จัดเจ้าหน้าที่ตรวจตรา/ควบคุมการปฏิบัติงานที่ทำให้เกิดเสียงดังอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ควบคุมเวลาทำงานและกำหนดมาตรการขนส่งวัสดุให้ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบต่อการพักอาศัย ติดตั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์วัดค่าเสียงภายใน,ภายนอกโครงการควบคุมให้อยู่ในระดับมาตรฐานกำหนด

การพลัดตกและวัสดุตกกระเด็น

ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันละอองคอนกรีตและสีตกกระเซ็นส่งผลกระทบบ้านข้างเคียงโครงการ ตรวจสอบอุปกรณ์การยก/ขนย้ายวัสดุต่าง ๆ เป็นประจำอยู่เสมอ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่มีความชำนาญปฏิบัติงานควบคุมและตรวจสอบอุปกรณ์การยกย้ายวัสดุตลอดเวลา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมมีเจ้าหน้าที่ติดตามแก้ไขผลกระทบจากการทำงานและข้อร้องเรียนโดยทันทีทุกครั้งอย่างเป็นระบบ มีการสอบถามข้อห่วงกังวล/สำรวจความเสียหายอย่างสม่ำเสมอ

การจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

บริษัทฯ มีการคำนึงถึงประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่รุนแรง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมและปรับตัวอย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ในการพัฒนานวัตกรรมและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และเพื่อให้การจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมาย บริษัทฯ จึงได้จัดทำโครงสร้างกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้น เพื่อให้ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะกรรมการบริษัท ในการผลักดัน ส่งเสริมและติดตามการดำเนินงานเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบริษัทฯ รวมถึงมีการประเมินความเสี่ยงในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง  พร้อมทั้งวางเป้าหมายในการจัดการการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆขององค์กรที่อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในปัจจุบัน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง  3 ขอบเขตตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

ความหลากหลายทางชีวภาพและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดการเพื่อรับมือกับปัญหาผ่านการจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติ การตั้งเป้าหมาย การประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน เพื่อหาแนวทางป้องกัน หลีกเลี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่ที่เข้าไปพัฒนาทั้งในโครงการและโดยรอบโครงการ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน ดำเนินการตามนโยบายสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยมีแนวปฏิบัติการจัดการระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้

  • บริษัทมีนโยบายไม่พัฒนาโครงการในพื้นที่หวงห้ามหรือเขตอนุรักษ์ โดยมีการตรวจสอบพื้นที่การพัฒนาว่าอยู่ในผังเมืองประเภทใด และมีการศึกษาสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนพัฒนา
  • มีแนวทางในการจัดการระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อบังคับ ตรงตามเจตจำนงค์ในการรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
  • มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรายงานความเสี่ยงที่เกี่ยวกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยกระบวนการที่เหมาะสมก่อน ระหว่าง และหลังการพัฒนาโครงการตามที่กฎหมายกำหนด
  • บริษัทมีการจัดทำแผนดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan หรือ BAP) ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร เพื่อเป็นกลไกในการลดความเสี่ยง เพิ่มศักยภาพในการปรับตัว และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีการสำรวจและศึกษาระบบนิเวศวิทยา ดูแล อนุรักษ์พันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ ในระบบนิเวศบริเวณพื้นที่โดยรอบของการก่อสร้าง และดำเนินการบริหารจัดการตามมาตรการของ Mitigation Hierarchy การบรรเทาผลกระทบตามลำขั้น แบ่งเป็น การหลีกเลี่ยง การลดผลกระทบ ฟื้นฟูและชดเชย เมื่อดำเนินธุรกิจในบริเวณพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อบรรลุเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียสุทธิของความหลากหลายทางชีวภาพ (No Net Loss – NNL) ภายใต้ขอบเขตที่สามารถจัดการได้ รวมถึงมีการส่งเสริมให้ดำเนินโครงการทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีการสร้างผลกระทบสุทธิเชิงบวก (Net Positive Impact) สำหรับกรณีที่เป็นไปได้

การดำเนินการบริหารจัดการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบตามลำขั้น (Mitigation Hierarchy)

การหลีกเลี่ยง (Avoid)

การลดผลกระทบ (Minimize)

การฟื้นฟู (Restore)

การชดเชย (Offset)

บริษัทไม่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงไม่พัฒนาโครงการในพื้นที่หวงห้าม เขตอนุรักษ์ พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

·  บริษัทฯ มีการออกแบบเลือกปลูกพันธุ์ไม้ชนิดที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ดีไว้ภายในโครงการ

·  มีมาตรการการล้อมย้ายต้นไม้ใหญ่ หรือคงไว้ซึ่งต้นไม้เดิมภายในพื้นที่ และไม่ลุกล้ำสัตว์ป่า

·  ดำเนินการตามข้อกำหนดกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการที่ต้องจัดทำรายงานดังกล่าว

·  โครงการมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยมีการติตามและตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามผลการศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด

 

บริษัทฯ มุ่งมั่นปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง โดยมีการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการที่ชัดเจน

· สนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ในการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การปลูกป่า และการฟื้นฟูป่า การปกป้องสัตว์

· โครงการนำร่อง ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี โดยการเพิ่มพื้นที่ป่า ด้วยการปลูกป่า (ชายเลน) และการปล่อยปูฟื้นฟูธรรมชาติ

บริษัทฯ เข้าร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการปลูกป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความหลากหลายทางชีวภาพ

 

  • มีการเลือกใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ในการก่อสร้างที่มาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มาจากพื้นที่ที่มีประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และลดการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  • จัดให้มีมาตรการดูแลการจัดการสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการพัฒนาและดำเนินธุรกิจ
  • ส่งเสริมให้พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียตระหนักถึงผลกระทบด้านนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินธุรกิจ และปลูกจิตสำนึกให้พนักงานมีส่วนร่วมแสดงความรับผิดชอบในขอบเขตที่พึงกระทำได้
  • เปิดเผย และสื่อสารเรื่องการจัดการระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมาตรการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสื่อสารช่องทางการแจ้งเบาะแสและการร้องเรียนให้กับชุมชนและสังคมอย่างชัดเจน ในกรณีพบเห็นการดำเนินงานที่อาจก่อให้เกิดการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัท ฯ ตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการโดยมีแผนปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพให้กับสิ่งแวดล้อมให้ได้ 30,000 ต้น ภายใน 3 ปี (2569-2571) ผ่านกิจกรรมของทางบริษัท ฯ พร้อมทั้งยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวในทุกโครงการที่พัฒนาใหม่ ซึ่งทุกโครงการกำหนดสัดส่วน “พื้นที่สีเขียวยั่งยืน” ใน “ที่ว่าง” ตามกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่สีเขียวยั่งยืนอย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ว่าง สะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้พักอาศัยในโครงการและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้พื้นที่โครงการได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสภาพแวดล้อมและสร้างภูมิทัศน์ที่ดี จึงได้มีการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการลดความร้อน ลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้พันธุ์ที่คัดเลือกยังสามารถช่วยกรองฝุ่น ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้พื้นที่บริเวณโครงการหรือพื้นที่โดยรอบโครงการมีอากาศที่ดีขึ้นอีกด้วย  รวมถึงให้ความร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์เพื่อประเมินและสร้างผลกระทบสุทธิทางชีวภาพในเชิงบวก ให้ได้ภายในปี 2573

ผลการดำเนินงาน ปี 2568

ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่สีเขียวให้โครงการสำเร็จจำนวน 10 โครงการ ซึ่งรวมพื้นที่สีเขียวทั้งสิ้น 20,914.57

ตารางเมตร และมีการปลูกไม้ยืนต้น 912 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโครงการได้ทั้งหมด (ประมาณ 20 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี) ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการคิดเป็น 50% ของพื้นที่ว่างตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ต้นจามจุรี รวมถึงพืชพันธุ์ที่ช่วยเสริมความสมดุลทางนิเวศวิทยา และความสวยงาม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด

ตารางพื้นที่สีเขียวในโครงการก่อสร้างที่โอนในปี 68

ตารางส่งมอบพื้นที่สีเขียว (ปี 2568)

ลำดับ

ชื่อโครงการ

จำนวนพื้นที่สีเขียว (ตารางเมตร)

จำนวนต้นไม้

จำนวนเปอร์เซ็นพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ว่างของแต่ละโครงการ

ต้น

ตารางเมตร

1

Origin Plug & Play E22 Station

3,229.84

93

946.48

50.37

2

Origin Plug & Play Srinakarin

1,800.57

102

490.63

50.9

3

Hampton Rayong

1,660.02

77

644.25

51.79

4

Origin Plug & Play Sirindhorn Station

3,348.20

117

1,241.23

63.86

5

The Origin Campus Khon Kaen

1,551.70

84

408.23

54.61

6

Origin Place Bangna

2,442.26

101

935.6

50.51

7

The Origin Phahol 57

1,355.44

87

750.61

54.11

8

The Origin Sukhumvit – Praksa

2,532.00

90

919.19

58.08

9

Origin Play Bangsaen

1,536.87

96

467.4

50.51

10

Origin Play Bangkhunnon

1,457.67

65

499

51.37

รวม

20,914.57

912.00

7,302.62

536.11

 

  • บริษัท “ไม่มี” โครงการใดที่ก่อสร้างในปี 2568 ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติ หรือรุกรานพื้นที่อนุรักษ์
  • แหล่งที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม https://share.google/mvSRuPxGrgcexumZJ
  • สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง https://cityplangis.bangkok.go.th/bma_cpudd/cmpweb
  • กรมศิลปากร https://gis.finearts.go.th/fineart/
  • บริษัท “ไม่มี” ข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมบริเวณโครงการ

นอกจากนี้บริษัท ฯ ยังได้มีการร่วมมือกับนักชีววิทยาเอกชนของแต่ละโครงการ ในการเก็บวิเคราะห์ระบบนิเวศทางบก และระบบนิเวศทางน้ำ ในการสำรวจระบบนิเวศทางน้ำ บุคลากร และห้องปฏิบัติการจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์จัดทำการสำรวจและวิเคราะห์ เพื่อนำส่งข้อมูลให้กับบริษัทผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประเมินผล และบริษัทผู้จัดทำรายงานฯ จะต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้จัดทำรายงานฯ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP)  เท่านั้น เพื่อดูพื้นที่ในการดำเนินงานของบริษัทว่ามีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ โดยการดำเนินงานของบริษัทฯ จะมีการพิจารณาความเสี่ยงและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพใน 2 กรณี ดังนี้

  • กรณีที่ 1 การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการตรวจสอบพื้นที่ก่อนการพัฒนาและตัดสินใจในการลงทุนก่อสร้าง พร้อมทั้งทำแบบสอบถามชุมชนข้างเคียง
  • กรณีที่ 2 การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ช่วงดำเนินการพัฒนาโครงการ ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพทางบกและทางน้ำ มีผู้เชี่ยวชาญในการทำการศึกษาพื้นที่นั้นอย่างระเอียด โดยกำหนดขอบเขตและแนวทางการป้องกันไว้ดังนี้

1.ระบบนิเวศทางบก

โครงการดำเนินการศึกษาระบบนิเวศทางบก บริเวณพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตร โดยรอบโครงการ ซึ่งจะทำการสำรวจสภาพแวดล้อม ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรป่าไม้ ชนิดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าและสัตว์คุ้มครอง และสัตว์บก (ทั้งสัตว์กลางวันและสัตว์กลางคืน ช่วงเวลา 6:00 -21:00 น.) พร้อมทั้งศึกษาชนิดพันธุ์ ถิ่นที่อยู่ การหากิน การผสมพันธุ์ และพฤติกรรม เพื่อให้ทราบถึงสภาพระบบนิเวศของพื้นที่ ชุมชน ณ ปัจจุบัน และระบบนิเวศในอดีต รวมทั้งระบบนิเวศในอนาคต ทั้งนี้การสำรวจพื้นที่ข้างเคียงนั้นจะทำให้ทราบว่าการดำเนินการก่อสร้างโครงการบริเวณพื้นที่นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นอยู่เดิมของชุนชนหรือไม่ หากมีผลกระทบทางโครงการจะดำเนินการหาวิธีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรวม

2.ระบบนิเวศทางน้ำ

          การดำเนินการของโครงการจะมีการสำรวจทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ โดยทำการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Diversity Index) ของแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) แพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) และสัตว์หน้าดิน (Benthos) ในคลองหรือแหล่งน้ำบริเวณใกล้พื้นที่โครงการ เพื่อนำมาประเมิณคุณภาพชีวภาพทางน้ำ ทำให้สามารถใช้ประเมินสภาวะมลพิษของแหล่งน้ำได้และนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษานำมาเป็นส่วนหนึ่งของออกแบบระบบบำบัดของโครงการ โดยก่อนทำการปล่อยน้ำต้องผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อย ดังนั้นจากการสำรวจทรัพยากรชีวภาพทางน้ำทำให้ทราบว่าหากมีการก่อสร้างโครงการ จะทำให้มีผลกระทบต่อชีวภาพทางน้ำหรือไม่อย่างไร และโครงการยังสามารถนำผลที่ได้มาปรับเพื่อรักษาและป้องกันสภาพแวดล้อมให้คงสภาพดีดังเดิมหรือดีกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำการศึกษาพร้อมจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) โดยทำการประเมินความเสี่ยงของทุกโครงการในทุกระยะของการดำเนินงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และเพื่อประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการทุกระยะได้ และสามารถจัดเตรียมมาตรการลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำผลที่ได้มาปรับเพื่อรักษาและป้องกันสภาพแวดล้อมให้คงสภาพดีดังเดิม และไม่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับชุมชนบริเวณโดยรอบ

อีกทั้งบริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯมุ่งมั่นปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ผ่านการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ (Biodiversity Action Plan หรือ BAP) ครบ 100 % ในทุกโครงการก่อสร้างปัจจุบันที่ดำเนินงานอยู่ ดังนี้

  • บริษัทมีนโยบายไม่พัฒนาโครงการในพื้นที่เขตหวงห้าม และพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
    • บริษัทมีการตรวจสอบพื้นที่ก่อนการพัฒนา เช่น ผังเมือง
    • มีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ และออกแบบเลือกปลูกพันธุ์ไม้ชนิดที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ดีไว้ภายในโครงการ
    • มีมาตรการการล้อมย้ายต้นไม้ใหญ่ หรือคงไว้ซึ่งต้นไม้เดิมภายในพื้นที่ และไม่ลุกล้ำสัตว์ป่า
    • บริษัทมีการสำรวจและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ (เล่มรายงาน EIA)
    • บริษัทมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมมาตรการติดตามตรวจสอบ (ผลการปฏิบัติอยู่ในรายงานมอนิเตอร์)
    • บริษัทกำหนดนโยบายเข้าร่วมฟื้นฟูป่าไม้ โดยการเข่าร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการร่วมปลูกป่าทดแทน การปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติ การตรวจสอบแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP)

บริษัทร่วมมือกับหน่วยงานเอกชน หรือพันธมิตร ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเลือกบริษัทที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น บริษัทที่จัดทำ EIA Monitoring Report บุคลากร และห้องปฏิบัติการจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิ์ทำการสำรวจและวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพในทุกโครงการที่มีการก่อสร้าง และบริษัทผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับใบอนุญาตในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย ที่ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) เท่านั้น รวมถึงในระดับองค์กรท้องถิ่นหรือชุมชนในการร่วมรักษาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี อาทิเช่น ร่วมปลูกต้นไม้กับทางชุมชนเพื่อรักษาความร่มรื่นและบรรยากาศที่ดีให้กับทางชุมชนโดยรอบพื้นที่ ร่วมกับทางพื้นที่นำร่องศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เฉลิมพระเกียรติ 72 มหาราชินี ซึ่งเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแห่งแรกของประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่นี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของนกน้ำอพยพและสัตว์อื่นๆ ตามเส้นทางอพยพของนกในเส้นทางเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย (Partnership for the Conversation of Migratory Waterbirds and the Sustainable use of their Habitat in the East Asian – Australasian Flyway หรือ East Asian – Australasian Flyway Partnership: EAAFP) โดยบริษัทฯเข้าร่วมโครงการปล่อยปู เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปล่อยปูในพื้นที่ป่าชายเลนเทศบาลบางปู เป็นต้น

 

การบริหารจัดการรักษาสิ่งแวดล้อมในงานก่อสร้าง

บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามหลักเกณฑ์เพื่อตอบรับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ มีนโยบายว่าจ้างบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมโครงสร้าง และวิศวกรรมงานระบบประกอบอาคารที่มีความรู้ความสามารถในการออกแบบ ทำให้โครงการสามารถผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับมาตรการ นโยบาย และแผนงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. ด้านความปลอดภัยโครงการ (SAFETY PLAN) บริษัทฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยในการดำเนินงานในทุกๆขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ดังนั้นจึงมีการการกำหนดแผนงานที่เน้นด้านความปลอดภัยในพัฒนาโครงการตั้งแต่ขั้นตอนในการจัดเตรียมพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง ขณะก่อสร้าง และภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยปรากฎอยู่ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ รวมถึงระบุอยู่ในสัญญาระหว่างบริษัทกับผู้รับเหมาทุกราย ในเรื่องของมาตรการความปลอดภัย ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ก่อสร้าง พื้นที่ข้างเคียง และพนักงานก่อสร้างที่จะต้องมีเครื่องมือ และอุปกรณ์ป้องกันในขณะทำงาน หรือสำหรับบุคคลภายนอกที่รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ นอกจากนี้ยังกำหนดให้ ทุกโครงการต้องมีแผนป้องกันกรณีเหตุฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตเพื่อเตรียมความพร้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  2. ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบบริษัทมีการกำหนดมาตรในการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการเกี่ยวกับน้ำ ฝุ่นละออง และต้นไม้ สำหรับพื้นที่โครงการที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ บริษัทฯ จะทำการออกแบบโครงการให้นำเอาต้นไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และให้ทางรุกขกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและแนะนำวิธีการตกแต่ง ดูแลต้นไม้ แทนการตัดหรือโค่นต้นไม้ออกจากพื้นที่ โดยมีการนำผลการตรวจสอบมาประชุม Site Meeting ทุกสัปดาห์เพื่อหาแนวทางควบคุม แก้ไข ป้องกัน ตามหลักการดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้อกำหนดของ EIA หรือมากกว่าข้อกำหนด

ข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบสถานประกอบการ โดยเปิดช่องทางสื่อสารและหน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนได้สะดวกที่สุด บริษัทฯ ได้จัดให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดการข้อร้องเรียน ตลอดจนสื่อสารผลการจัดการข้อร้องเรียนกลับไปยังผู้ร้องเรียนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางร้องเรียน

  • Call center : 1498
  • เว็บไซต์ www.origin.co.th
  • FB : Origin Property