หน้าแรก > ข้อมูลองค์กร > เกี่ยวกับออริจิ้น > ความยั่งยืน > การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งมิติ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล เพื่อพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและส่งมอบสินค้า และบริการที่ดีและตรงกับความต้องการของลูกค้าไปพร้อมกับการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกฝ่าย
บริษัทฯ กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจทั้งภายในและภายนอกองค์กร และทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากกระบวนการจัดหาที่ดิน กระบวนการออกแบบโครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการก่อสร้างและพัฒนาโครงการ รวมถึงกระบวนการบริหารโครงการนิติบุคคลที่บริษัทฯ ให้บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าในทุกกระบวนการมีการบริหารและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม มีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยเริ่มตั้งแต่มุ่งส่งเสริมให้ความรู้ สร้างความตระหนักในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับบุคลากรในองค์กร ให้ความสำคัญในการดำเนินงาน การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ของเสีย รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ตลอดจนจัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน ให้มีหน้าที่ในการดูแลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯและบรรลุตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้
แนวปฏิบัติการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ของเสีย และสภาพแวดล้อม
เป้าหมายและผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2568
ผลการดำเนินงานปี 2568
ตัวชี้วัด | เป้าหมายปี 2569 | ผลการดำเนินงานปี 2568 |
การจัดการพลังงาน (scope 1,2) | ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน | เป้าหมาย : ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน ผลการดำเนินงาน : การจัดการพลังงานลดลง 35% (เทียบ TonCo2e/ตรม.) |
การจัดการไฟฟ้า | ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าขององค์กรทั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานขาย ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน | เป้าหมาย : ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน ผลการดำเนินงาน : ลดลง 35% |
การจัดการน้ำ | ลดปริมาณการใช้น้ำประปาขององค์กรทั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานขาย ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน | เป้าหมาย : ลดปริมาณการใช้น้ำ ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน ผลการดำเนินงาน : เพิ่มขึ้น 30% |
การจัดการขยะ | ลดปริมาณขยะในสำนักงานใหญ่ ร้อยละ 5 | ผลการดำเนินงาน : ลดลง 1% จากปีฐาน |
การลดมลพิษทางอากาศ | ควบคุมคุณภาพเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างในโครงการให้อยู่ในเกณฑ์มาตราฐาน ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและจำนวนครั้งที่ปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน เป็นศูนย์ | อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด |
ลดปริมาณฝุ่นในโครงการก่อสร้าง | ทุกโครงการ | ทุกโครงการ |
การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน
ปริมาณการใช้พลังงานในองค์กร | หน่วย | 2566 | 2567 (ปีฐาน) | 2568 |
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำนักงานใหญ่ (kWh) | (กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี) | 168,263 | 167,351 | 157,300 |
จำนวนสำนักงานขายที่เก็บข้อมูล | แห่ง | 40 | 52 | 28 |
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำนักงานขายทั้งหมด (kWh) | (กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี) | 10,108,501.06 | 2,859,825.13 | 3,278,805.70 |
รวมปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด (kWh) | (กิโลวัตต์/ชั่วโมง/ปี) | 10,276,764.06 | 3,027,176.13 | 3,436,105.70 |
ผลผลิต | (ตรม.) | 17,295.53 | 23,478.59 | 69,153 |
ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง | liter | 30,959.77 | 21,261.03 | 47,476.77 |
“ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”
จากการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการพลังงานดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ภายในปี 2569 เมื่อเทียบกับปีฐานที่กำหนด
การบริหารจัดการน้ำ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งสำนักงานใหญ่และพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยยึดหลักการบริหารจัดการตามแนวคิด 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เช่นเดียวกับการจัดการของเสีย เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด มีแนวทางและมาตราการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ส่งเสริมการเลือกใช้อุปกรณ์และสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติและมาตรการควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดในทุกหน่วยงาน พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมสื่อสารและให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในระดับองค์กรและมีการบริหารจัดการความเสี่ยง ประเมินและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนน้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันและแผนรองรับสถานการณ์ บรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนน้ำในอนาคต และเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน
แนวทางการดำเนินงาน
การจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนการใช้น้ำ การลดการใช้น้ำ หรือการดึงน้ำมาใช้ บริษัทฯ ได้กำหนดแนวปฏิบัติครอบคลุมทั้งในส่วนของภายในองค์กร โครงการก่อสร้าง ตลอดจนโครงการที่อยู่อาศัย ของทุกกลุ่มบริษัทฯ บริษัทฯ ให้ความตระหนักในด้านการบริหารจัดการ ตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยงในเรื่องของการใช้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของน้ำใช้ หรือการปล่อยน้ำเสียออกสู่สาธารณะ บริษัทฯได้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานและมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีขาดแคลนน้ำเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้ และในปี 2568 บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งเป้าหมายของการลดการใช้น้ำภายในองค์กร (ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ และสำนักงานขายที่เปิดในปี จำนวน 28 แห่ง) ให้ลดลงร้อยละ 5 จากปีฐาน และในปี 2569 ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ร้อยละ 5 รวมถึงมีเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
ผลการดำเนินงาน
บริษัทฯ ได้มีการจัดเก็บข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ ครอบคลุมการดำเนินงานของสำนักงานใหญ่บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และสำนักงานขายที่เปิดบริการ ในปี 2568 จำนวน 28 แห่ง ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการใช้น้ำประปารวม 125,872.00 ลูกบาศก์เมตร “ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”
ปริมาณการใช้น้ำในองค์กร | หน่วย | 2566 | 2567 (ปีฐาน) | 2568 |
จำนวนสำนักงานขายที่เก็บข้อมูล | แห่ง | 40 | 52 | 28 |
ปริมาณการใช้น้ำสำนักงานขาย | ลูกบาศก์เมตร | 141,581 | 40,666 | 125,706 |
ปริมาณการใช้น้ำสำนักงานใหญ่ | ลูกบาศก์เมตร | 154 | 154 | 166 |
รวมปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด (m3) | ลูกบาศก์เมตร | 141,735 | 40,820 | 125,872 |
การใช้น้ำและการดึงน้ำมาใช้ในภายในกิจกรรมของบริษัทฯ โดยแบ่งแยกตามแหล่งที่มา ได้ดังนี้
ปริมาณการใช้น้ำในองค์กร | หน่วย ลูกบาศก์เมตร (m3) | 2566 | 2567 (ปีฐาน) | 2568 |
ปริมาณการดึงน้ำมาใช้น้ำแยกตามแหล่งที่มา : |
| |||
จากน้ำผิวดิน | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
จากน้ำบาดาล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
จากน้ำประปา | ลูกบาศก์เมตร | 141,735 | 40,820 | 125,872 |
จากน้ำเสียจากแหล่งภายนอก | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
จากการกักเก็บน้ำฝน | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
จากน้ำทะเล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
ปริมาณการปล่อยน้ำ: |
|
|
|
|
ลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
ลงสู่แหล่งน้ำบาดาล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
ลงสู่แหล่งน้ำประปา | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
ลงสู่แหล่งน้ำทะเล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
ลงสู่แหล่งน้ำภายนอก | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
การจัดการน้ำภายในองค์กร
บริษัทฯ ได้มีการดำเนินการส่งเสริมให้พนักงานมีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รณรงค์ สร้างความตระหนักของพนักงานในการใช้น้ำอย่างประหยัดภายในองค์กร และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดการใช้น้ำเกินความจำเป็น เช่น แยกทิ้งเศษอาหารเพื่อป้องกันการอุดตันของท่อน้ำ มีการตรวจสอบการรั่วซึมของอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ภายในสำนักงานอยู่เป็นประจำโดยช่างอาคาร มีบุคลากร หน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงช่องทางในการแจ้งเหตุหากพบการรั่วซึมของน้ำเพื่อให้มีการประสานงานแก้ไขจัดการอย่างทันท่วงที
การจัดการน้ำภายในโครงการก่อสร้าง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างในทุกกระบวนการ โดยได้มีการกำหนดนโยบายให้ผู้รับเหมาก่อสร้างในทุกโครงการที่มีการก่อสร้างในปีนั้นๆ จะต้องมีการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำ จัดระบบจัดการบำบัดน้ำเสีย ควบคุมและตรวจคุณภาพก่อนปล่อยสู่สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ที่ดำเนินงานควบคุมตามแผนการจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างตามนโยบายบริษัทฯ จำนวนทั้งสิ้น 11 โครงการ โดยมีหลักการดำเนินงานที่เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้
1.จัดทำระบบระบายน้ำและระบบบำบัดชั่วคราวในโครงการ
2.จัดทำระบบสุขาภิบาลภายในโครงการอย่างถูกสุขลักษณะ
3.ตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในโครงการก่อนปล่อยออกสู่ท่อสาธารณะ
4.การรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดภายในโครงการ ลดการใช้น้ำ
5.การ Reuse น้ำในบ่อพักกลับมาใช้ใหม่
โดยในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการของบริษัท ฯ จำนวน 11 โครงการ ในปี 2568 นั้น ไม่มีโครงการใดอยู่ในส่วนของพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ หรือขาดแคลนน้ำ
จำนวนโครงการทั้งหมด | จำนวนโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ / ขาดแคลนน้ำ |
11 | 0 |
การจัดการน้ำภายในโครงการที่อยู่อาศัย
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนาและการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในโครงการใหม่ โดยมีการวางแผนและคัดเลือกผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำ และได้รับฉลากรับรองมาตรฐานด้านการอนุรักษ์น้ำ ทั้งในส่วนของสุขภัณฑ์และอ่างล้างมือ สุขภัณฑ์ประเภทดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น และยังคงประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำมาใช้เป็นมาตรฐานในทุกโครงการ เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว อาทิเช่น ชุดสุขภัณฑ์สำหรับอ่างล้างหน้า ล้างมือประหยัดน้ำประเภท Wash Basin Faucets 4.8L เป็นสุขภัณฑ์ที่ใช้น้ำเพียงแค่ 4.8ลิตร/นาที ในขณะที่สุขภัณฑ์น้ำทั่วไปจะใช้น้ำ 6ลิตร/นาที ซึ่งสามารถประหยัดน้ำได้มากกว่าสุขภัณฑ์ทั่วไปถึง 1.2 ลิตร/นาที หรือคิดเป็น 20% อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุมการปนเปื้อนจากสารพิษโลหะหนัก (ตะกั่ว แคดเมียม ทองแดง สังกะสี) ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสุขภัณฑ์ประเภทนี้ช่วยบริหารจัดการเรื่องการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำไปใช้ในทุกโครงการ
การจัดการขยะ ของเสีย และมลพิษ
การจัดการขยะภายในสำนักงาน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะ ลดการเกิดขยะภายในสำนักงาน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกและสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานในองค์กรและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีการตั้งจุดคัดแยกขยะตามประเภท และส่งต่อขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ไปจัดการอย่างถูกวิธี รวมถึงให้พนักงานทุกดำเนินงานกิจกรรม 5ส ในพื้นที่ของตนเอง
นอกจากนี้บริษัทฯยังได้มีการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆเพื่อสร้างจิตสำนึก รณรงค์ให้พนักงานตระหนักถึงการแยกขยะ ลดการใช้พลาสติก อาทิ ขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะ รวมถึงส่งต่อสิ่งของต่าง ๆที่ไม่ใช้ไปยังกลุ่มคนที่ขาดแคลนหรือมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม อาทิเช่น มูลนิธินกขมิ้น , Green Road , มูลนิธิกระจกเงา เป็นต้น และยังเป็นการลดจำนวนขยะได้อีกด้วย

กิจกรรมรณรงค์การจัดการขยะพลาสติก
“ดื่มหมดแล้ว ขอฝา” เพื่อส่งต่อให้กับโครงการ Green Road ซึ่งเป็นโครงการที่นำฝาขวดพลาสติกไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลและแปรรูปเป็นวัสดุสำหรับผลิตโต๊ะและเก้าอี้ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ขาดแคลน อันเป็นการสร้างประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยกิจกรรมดังกล่าว บริษัทฯ สามารถส่งมอบฝาขวดน้ำให้โครงการได้จำนวนกว่า 30,000 ฝา ซึ่งสามาถนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลผลิตเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนได้กว่า 4 ชุด

จากตัวเลขปริมาณการเกิดขยะภายในสำนักงานใหญ่ที่ผ่านมา บริษัทฯได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องของปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงได้มีการออกแคมเปญ “Go Green& Go Digital” โครงการลดปริมาณการใช้กระดาษ และขวดน้ำพลาสติก ภายในสำนักงาน เนื่องจากเป็นขยะที่พบมากที่สุด เพื่อเป็นการรณรงค์ลดปริมาณขยะที่เกิดในสำนักงานรวมถึงลดการใช้ทรัพยากรโดยสิ้นเปลือง
โดยบริษัทฯ ยังคงมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในอัตราที่เกิดขึ้นต่อคน ภายในสำนักงานลงให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2569 จากปีฐาน (2567)
การบริหารจัดการของเสียและมลพิษในโครงการก่อสร้าง
บริษัทฯ มีการออกมาตรการในโครงการก่อสร้าง เพื่อให้ทางผู้รับเหมานำไปปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการขยะและของเสียในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบตามหลักการ 3R (Reduce Reuse Recycle) และมีระบบการคัดแยกขยะตามประเภทที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีมาตรการและแนวปฏิบัติในทุกโครงการก่อสร้าง ดังนี้
จากมาตรการดังกล่าวนี้ ทางบริษัทฯ มีความมุ่งหวังเพื่อให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการก่อสร้างได้รับมาตรฐาน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้รับเหมา และพนักงานในการปฏิบัติร่วมกัน พร้อมร่วมมือกันในการหาแนวทางในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในโครงการก่อสร้าง
โครงการจัดการของเสียในโครงการก่อสร้าง
1.การรีไซเคิลขยะเหลือใช้จากการก่อสร้าง
นำเศษปูนที่เหลือใช้จากหน้างานก่อสร้าง กลับมาใช้ประโยชน์ (Reuse) เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด ลดการสูญเสียทรัพยากร และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy) ภายในโครงการโดยเศษปูนที่เหลือจากกระบวนการก่อสร้างถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ภายในโครงการ อาทิ โต๊ะ ม้านั่ง และที่กั้นจอดรถ หรือนำมาหล่อเป็นแผ่นทางเดิน เพื่อลดการใช้วัสดุใหม่ รวมถึงต่อยอดสู่กิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ CSR โดยนำไปหล่อเป็นก้อนคอนกรีตสำหรับจัดทำขอบกั้นแปลงผักเพื่อการเกษตร และส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและการพึ่งพาตนเองของนักเรียน
ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา สามารถนำเศษปูนกลับมาใช้ประโยชน์ได้รวมปริมาณ 3 คิว และจัดทำแปลงผักเพื่อการเรียนรู้จำนวน 10 แปลง โดยแต่ละแปลงใช้ก้อนคอนกรีตจำนวน 60 ก้อน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 900 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากการลดปริมาณของเสียที่ต้องขนส่งและกำจัด รวมถึงลดความจำเป็นในการผลิตวัสดุใหม่เพิ่มเติม


2.โครงการส่งเสริมการจัดการขยะและของเสียในพื้นที่ก่อสร้าง
“โครงการขยะแลกไข่” เปิดโอกาสให้แรงงานนำขยะรีไซเคิลที่คัดแยกแล้ว เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ มาสะสมแลกเป็นไข่ไก่หรือสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยปลูกฝังพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง แต่ยังสร้างรายได้เสริมและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่แรงงานอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังได้เริ่มจัดตั้งจุดแยกขยะเศษอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นของเสียที่พบมากอีกชนิดหนึ่งในโครงการ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ เช่น การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียว หรือจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริม รวมถึงสามารถนำไปบริจาคให้แก่ชุมชนหรือวัดในพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นการเชื่อมโยงการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
โดยในปี 2568-2569 บริษัทฯ มีเป้าหมายในเรื่องของการจัดการของเสียในโครงการก่อสร้าง โดยร้อยละ 100 ของโครงการที่มีการก่อสร้างในปี จะต้องมีการคัดแยกขยะ และมีการจัดการรีไซเคิลขยะอย่างถูกวิธีในทุกโครงการก่อสร้างเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งมุ่งหวังให้พนักงานและแรงงานทุกคนในโครงการ มีความรู้ และเข้าใจถึงผลดีของการคัดแยกขยะ และเป้าหมายในระยะสั้น (ภายในปี 2571) ทุกโครงการก่อสร้างจะต้องมีการจัดการขยะเศษอาหารครบ 100%
การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่บริษัทฯ ใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานขององค์กรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร
บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีแนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร โดยสนับสนุนให้มีการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีฉลากรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแสดงถึงการเป็นสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัสดุที่นำมาใช้ในโครงการก่อสร้างมีคุณภาพ ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการใช้งาน

ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากรับรองด้านสิ่งแวดล้อม หรือฉลากประหยัดพลังงาน เพื่อนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างของบริษัทฯ โดยได้มีการกำหนดแนวทางการจัดซื้อและกำหนดคุณลักษณะของวัสดุที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Materials) อาทิเช่น การเลือกใช้ TEXCA wall เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) , มาตรฐาน ISO 9001:2015 , มาตรฐานเกี่ยวกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้การรับรองเครื่องหมายฉลากเขียว จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มาใช้ในทุกโครงการก่อสร้างที่สร้างในปี 2568 โดยในปีนี้ทางบริษัทฯ มีการสั่งซื้อวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประมาณ ร้อยละ 10 ของการใช้วัสดุทั้งหมด อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้กำหนดแผนงานเพื่อเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใน ปี 2569 ยังคงกำหนดให้มีการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวัสดุที่เลือกใช้ทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในโครงการเพิ่มมากขึ้น โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) หรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูง มาใช้ในโครงการใหม่ของบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการวางแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มการลงทุนในการจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง
การจัดการเพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ
บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าหมายและประเมินความเสี่ยงในทุกกระบวนการของการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบออกสู่ภายนอกน้อยที่สุด โดยในทุกปีทางบริษัทฯได้มีการเก็บรวบรวมและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร และจากการใช้พลังงานต่างๆ ในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้สามารถวางแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้ โดยมีที่ปรึกษาด้านการเก็บข้อมูล คือ บริษัท แอดวานซ์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด และได้รับการตรวจสอบและมีการรับรองจากหน่วยงานอิสระภายนอก โดยผู้ทวนสอบ คือ บริษัทบูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ตามมาตรฐานการรับรองในระดับสากล ISO14064-1, IS014069, และ Greenhouse Gas Protocol
เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
จากการดำเนินงานของบริษัทฯ ในทุกกระบวนการได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานตามข้อกำหนดของกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินงานส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ซึ่งบริษัทฯได้รับความร่วมมือจากทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้บรรลุตามเจตจำนงค์ในเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็น ศูนย์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการทบทวนและปรับปรุงเป้าหมายการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ใหม่เป็นปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของประเทศไทยและแนวโน้มระดับโลก

แนวทางการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน
ก๊าซเรือนกระจกทางตรง ขอบเขตที่ 1 คำนวณจากการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ที่มาจากปริมาณการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในยานพาหนะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ จำนวน 8 คัน และการเบิกค่าเดินทางของพนักงานที่มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวและนำค่าใช้จ่ายมาเบิกค่าเดินทางกับทางองค์กร รวมถึงสารทำความเย็น ถังดับเพลิงที่ติดตั้งในสำนักงานตามจุดต่าง ๆ
ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ขอบเขตที่ 2 คำนวณจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และสำนักงานขายที่เปิดบริการในปี 2568 จำนวน 28 แห่ง
ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ขอบเขตที่ 3 องค์กรได้มีการพิจารณาประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรทางอ้อมอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร ได้แก่ การซื้อวัตถุดิบและบริการเข้ามาใช้ภายในองค์กร, การได้มาซึ่งเชื้อเพลิงและพลังงานที่ใช้ในองค์กร, การขนส่งวัตถุดิบเข้ามาในองค์กร, การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในองค์กร, การเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขององค์กร ได้แก่ การเดินทางโดยเครื่องบิน การเดินทางโดยรถสาธารณะ รวมไปจนถึงการเดินทางของพนักงาน และการใช้ไฟฟ้าของผู้เช่าสำนักงานแบริ่ง และ หลังจากนั้นได้ทำการประเมินแหล่งปล่อยที่มีนัยสำคัญเพื่อนำมารายงานสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ซึ่งหมวดหมู่ที่มีนัยสำคัญขององค์กร คือ กิจกรรมการซื้อวัตถุดิบและบริการเข้ามาใช้ภายในองค์กร ประกอบไปด้วย การใช้น้ำประปาและกระดาษ ภายในบมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างในโครงการที่สร้างแล้วเสร็จในปี จำนวน 10 แห่ง ตลอดทั้งปี 2568 โดยผู้ทวนสอบ คือ บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สรุปปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | ปี 2566 | ปี 2567 (ปีฐาน) | ปี 2568 |
ก๊าซเรือนกระจกทางตรงขอบเขต 1 | 100 | 154 | 100 |
ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมขอบเขต 2 | 5,141 | 1,514 | 1,633 |
ก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมขอบเขต 3 | 1,029 | 13,900 | 22,775 |
ผลรวมขอบเขตที่ 1 และ 2 | 5,241 | 1,668 | 1,733 |
ผลรวมขอบเขตที่ 1 , 2 และ 3 | 6,270 | 15,568 | 24,508 |
ผลผลิต (ตรม.) | 17,295.53 | 23,478.59 | 69,153 |
Carbon Intensity (ขอบเขต 1,2) | 0.3030 TonCo2e/ตรม. | 0.0710 TonCo2e/ตรม. | 0.0250 TonCo2e/ตรม. |
Carbon Intensity (ขอบเขต 1,2และ 3) | 0.3625 TonCo2e/ตรม. | 0.6631 TonCo2e/ตรม. | 0.3544 TonCo2e/ตรม. |
“ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 อยู่ระหว่างการดำเนินการทวนสอบโดย บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”
เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) โดยคณะกรรมการบริษัท ได้อนุมัติเห็นชอบการเข้าร่วมพร้อมอนุมัติแผนการดำเนินโครงการ JUMP+ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ฝ่ายจัดการได้จัดทำแผนตามหลักเกณฑ์ที่โครงการ JUMP+ กำหนด ในการนี้บริษัทฯ ได้เสนอ “แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Decarbonization Planning) เพื่อนำพาองค์กรไปสู่การเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างแนวทาง กำหนดเป้าหมายและวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงเป้าหมาย Carbon Neutral และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันในหลายมิติ เป้าหมายโครงการ มุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) จากการดำเนินงานทั้งหมดลง 7% ภายในปี พ.ศ. 2571 (เทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2567) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่นละอองจากการก่อสร้างให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด โดยออกมาตรการการจัดการฝุ่นละอองภายในโครงการเพื่อให้ผู้รับเหมารับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงให้มีการใช้เครื่องมือที่ได้มาตราฐานตรวจวัด จดบันทึก รวมถึงจัดทำรายงานทุกเดือน อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองภายในโครงการและพื้นที่ข้างเคียงโดยรวบรวม และรายงานผลต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตามกรอบเวลาที่กำหนด แสดงเปิดเผยหน้าโครงการระหว่างก่อสร้างอย่างชัดเจน โดยมีการ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งวางแผนการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
ในระหว่างปี บริษัทฯ ได้ทำการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสำนักงานและรอบสถานประกอบการเดือนละ 1 ครั้ง พบว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ กลิ่น เสียง อยู่ในเกณฑ์ปกติตามที่กฎหมายกำหนด และ ไม่พบกรณีสารเคมีรั่วไหลจากการก่อสร้าง โดยได้มีแนวปฎิบัติภายในโครงการ ดังนี้
1.การจัดทำสเปรย์ละอองน้ำรอบโครงการ รวมถึงรั้วรอบโครงการ เพื่อช่วยลดปัญหาในเรื่องของฝุ่นละอองไม่ให้กระจายและส่งผลเสียต่อชุมชนรอบด้าน และเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด
2.ฉีดล้างทางเข้า-ออก และพรมน้ำพื้นที่ภายในโครงการเพื่อลดฝุ่นเป็นประจำทุกวัน พร้อมทั้งปิดคลุมกองวัสดุและรถบรรทุกวัสดุเข้า-ออกโครงการทุกครั้ง เพื่อป้องกันละอองฝุ่นฟุ้งระหว่างการขนย้าย และจัดทำที่ล้างอุปกรณ์ล้างล้อรถบรรทุก,พื้นอาคาร,รอบอาคารและพื้นที่หน้าโครงการตลอดเวลา
3. ติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์วัดค่าฝุ่นละอองภายใน/ภายนอกโครงการ พร้อมทั้งมีการตรวจสภาพเครื่องจักรให้พร้อมใช้งานเพื่อไม่เกิดควันที่เป็นพิษออกสู่อากาศ มีการตรวจวัดค่าควันดำ และตรวจวัดคุณภาพอากาศในทุกเดือน มีการติดตามตรวจสอบมาตรการดำเนินงานป้องกันแก้ไขผลกระทบด้านคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกเดือนเพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐานจากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด โดยตรวจวัดฝุ่นละอองรวม (TSP), ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน(PM-10), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (THC), ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)
การบันทึกรายงานการวัดปริมาณก๊าซภายในโครงการและพื้นที่ข้างเคียง

ข้อมูลเปรียบเทียบเฉลี่ยการปล่อยมลพิษทางอากาศสำหรับโครงการที่มีการก่อสร้าง ระหว่างปี 2565-2567 | ||||
No. | ก๊าซ | Year | ||
2022 | 2023 | 2024 | ||
1 | Total Suspended Particulates (TSP) | 0.065 | 0.070 | 0.061 |
2 | Particulate Matter less than 10 Micrometers (PM-10) | 0.04 | 0.045 | 0.033 |
3 | Carbon Monoxide (CO) | 1.765 | 1.887 | 1.665 |
4 | Nitrogen Dioxide (NO2) | 0.02 | 0.024 | 0.014 |
5 | Sulfur Dioxide (SO2) | 0.07 | 0.005 | 0.011 |
6 | Total Hydrocarbon (THC) | 2.637 | 2.784 | 2.452 |
บริษัท ฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทราบข้อมูลคุณภาพอากาศบริเวณโครงการ ได้แก่ ค่าฝุ่นละอองขนาด ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) กรณีมีแนวโน้ม ค่าความเข้มข้นเกินค่ามาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์ เมตร อยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บริษัทฯ จะเข้าควบคุมเฝ้า ระวัง ทันทีได้แก่ งานที่ใช้เครื่องจักรและยานพาหนะ ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลงานขนส่งวัสดุก่อสร้าง เข้าสู่พื้นที่โครงการ งานตัด เจาะ เจียร์ขัดแต่ง ผิวคอนกรีต หรือที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองเพื่อไม่ให้เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมายกำหนด ซึ่งในปีที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการปล่อยมลพิษเกินค่าที่กำหนด และบริษัทฯ ยังคงได้มีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและจำนวนครั้งที่ปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน เป็นศูนย์ ในปีต่อไป เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นและไม่ปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก
มาตรการป้องกันผลกระทบกับชุมชน บ้านข้างเคียง อันเกิดจากการก่อสร้าง
การจัดการทางด้านเสียง
จัดหาเครื่องมือ/เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานและจัดทำอุปกรณ์เพื่อลดต้นกำเนิดเสียง จัดเจ้าหน้าที่ตรวจตรา/ควบคุมการปฏิบัติงานที่ทำให้เกิดเสียงดังอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ควบคุมเวลาทำงานและกำหนดมาตรการขนส่งวัสดุให้ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบต่อการพักอาศัย ติดตั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์วัดค่าเสียงภายใน,ภายนอกโครงการควบคุมให้อยู่ในระดับมาตรฐานกำหนด
การพลัดตกและวัสดุตกกระเด็น
ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันละอองคอนกรีตและสีตกกระเซ็นส่งผลกระทบบ้านข้างเคียงโครงการ ตรวจสอบอุปกรณ์การยก/ขนย้ายวัสดุต่าง ๆ เป็นประจำอยู่เสมอ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่มีความชำนาญปฏิบัติงานควบคุมและตรวจสอบอุปกรณ์การยกย้ายวัสดุตลอดเวลา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมมีเจ้าหน้าที่ติดตามแก้ไขผลกระทบจากการทำงานและข้อร้องเรียนโดยทันทีทุกครั้งอย่างเป็นระบบ มีการสอบถามข้อห่วงกังวล/สำรวจความเสียหายอย่างสม่ำเสมอ
การจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ มีการคำนึงถึงประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่รุนแรง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมและปรับตัวอย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ในการพัฒนานวัตกรรมและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และเพื่อให้การจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมาย บริษัทฯ จึงได้จัดทำโครงสร้างกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้น เพื่อให้ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะกรรมการบริษัท ในการผลักดัน ส่งเสริมและติดตามการดำเนินงานเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบริษัทฯ รวมถึงมีการประเมินความเสี่ยงในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง พร้อมทั้งวางเป้าหมายในการจัดการการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆขององค์กรที่อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในปัจจุบัน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ขอบเขตตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า
ความหลากหลายทางชีวภาพและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดการเพื่อรับมือกับปัญหาผ่านการจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติ การตั้งเป้าหมาย การประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน เพื่อหาแนวทางป้องกัน หลีกเลี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่ที่เข้าไปพัฒนาทั้งในโครงการและโดยรอบโครงการ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน ดำเนินการตามนโยบายสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
โดยมีแนวปฏิบัติการจัดการระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้
การดำเนินการบริหารจัดการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบตามลำขั้น (Mitigation Hierarchy)
การหลีกเลี่ยง (Avoid) | การลดผลกระทบ (Minimize) | การฟื้นฟู (Restore) | การชดเชย (Offset) |
บริษัทไม่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงไม่พัฒนาโครงการในพื้นที่หวงห้าม เขตอนุรักษ์ พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย | · บริษัทฯ มีการออกแบบเลือกปลูกพันธุ์ไม้ชนิดที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ดีไว้ภายในโครงการ · มีมาตรการการล้อมย้ายต้นไม้ใหญ่ หรือคงไว้ซึ่งต้นไม้เดิมภายในพื้นที่ และไม่ลุกล้ำสัตว์ป่า · ดำเนินการตามข้อกำหนดกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการที่ต้องจัดทำรายงานดังกล่าว · โครงการมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยมีการติตามและตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามผลการศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด
| บริษัทฯ มุ่งมั่นปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง โดยมีการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการที่ชัดเจน · สนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ในการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การปลูกป่า และการฟื้นฟูป่า การปกป้องสัตว์ · โครงการนำร่อง ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี โดยการเพิ่มพื้นที่ป่า ด้วยการปลูกป่า (ชายเลน) และการปล่อยปูฟื้นฟูธรรมชาติ | บริษัทฯ เข้าร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการปลูกป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความหลากหลายทางชีวภาพ |
บริษัท ฯ ตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการโดยมีแผนปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพให้กับสิ่งแวดล้อมให้ได้ 30,000 ต้น ภายใน 3 ปี (2569-2571) ผ่านกิจกรรมของทางบริษัท ฯ พร้อมทั้งยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวในทุกโครงการที่พัฒนาใหม่ ซึ่งทุกโครงการกำหนดสัดส่วน “พื้นที่สีเขียวยั่งยืน” ใน “ที่ว่าง” ตามกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่สีเขียวยั่งยืนอย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ว่าง สะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้พักอาศัยในโครงการและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้พื้นที่โครงการได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสภาพแวดล้อมและสร้างภูมิทัศน์ที่ดี จึงได้มีการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการลดความร้อน ลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้พันธุ์ที่คัดเลือกยังสามารถช่วยกรองฝุ่น ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้พื้นที่บริเวณโครงการหรือพื้นที่โดยรอบโครงการมีอากาศที่ดีขึ้นอีกด้วย รวมถึงให้ความร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์เพื่อประเมินและสร้างผลกระทบสุทธิทางชีวภาพในเชิงบวก ให้ได้ภายในปี 2573
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่สีเขียวให้โครงการสำเร็จจำนวน 10 โครงการ ซึ่งรวมพื้นที่สีเขียวทั้งสิ้น 20,914.57
ตารางเมตร และมีการปลูกไม้ยืนต้น 912 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโครงการได้ทั้งหมด (ประมาณ 20 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี) ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการคิดเป็น 50% ของพื้นที่ว่างตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ต้นจามจุรี รวมถึงพืชพันธุ์ที่ช่วยเสริมความสมดุลทางนิเวศวิทยา และความสวยงาม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด
ตารางพื้นที่สีเขียวในโครงการก่อสร้างที่โอนในปี 68
ตารางส่งมอบพื้นที่สีเขียว (ปี 2568) | |||||
ลำดับ | ชื่อโครงการ | จำนวนพื้นที่สีเขียว (ตารางเมตร) | จำนวนต้นไม้ | จำนวนเปอร์เซ็นพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ว่างของแต่ละโครงการ | |
ต้น | ตารางเมตร | ||||
1 | Origin Plug & Play E22 Station | 3,229.84 | 93 | 946.48 | 50.37 |
2 | Origin Plug & Play Srinakarin | 1,800.57 | 102 | 490.63 | 50.9 |
3 | Hampton Rayong | 1,660.02 | 77 | 644.25 | 51.79 |
4 | Origin Plug & Play Sirindhorn Station | 3,348.20 | 117 | 1,241.23 | 63.86 |
5 | The Origin Campus Khon Kaen | 1,551.70 | 84 | 408.23 | 54.61 |
6 | Origin Place Bangna | 2,442.26 | 101 | 935.6 | 50.51 |
7 | The Origin Phahol 57 | 1,355.44 | 87 | 750.61 | 54.11 |
8 | The Origin Sukhumvit – Praksa | 2,532.00 | 90 | 919.19 | 58.08 |
9 | Origin Play Bangsaen | 1,536.87 | 96 | 467.4 | 50.51 |
10 | Origin Play Bangkhunnon | 1,457.67 | 65 | 499 | 51.37 |
รวม | 20,914.57 | 912.00 | 7,302.62 | 536.11 | |
นอกจากนี้บริษัท ฯ ยังได้มีการร่วมมือกับนักชีววิทยาเอกชนของแต่ละโครงการ ในการเก็บวิเคราะห์ระบบนิเวศทางบก และระบบนิเวศทางน้ำ ในการสำรวจระบบนิเวศทางน้ำ บุคลากร และห้องปฏิบัติการจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์จัดทำการสำรวจและวิเคราะห์ เพื่อนำส่งข้อมูลให้กับบริษัทผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประเมินผล และบริษัทผู้จัดทำรายงานฯ จะต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้จัดทำรายงานฯ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) เท่านั้น เพื่อดูพื้นที่ในการดำเนินงานของบริษัทว่ามีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ โดยการดำเนินงานของบริษัทฯ จะมีการพิจารณาความเสี่ยงและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพใน 2 กรณี ดังนี้
1.ระบบนิเวศทางบก
โครงการดำเนินการศึกษาระบบนิเวศทางบก บริเวณพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตร โดยรอบโครงการ ซึ่งจะทำการสำรวจสภาพแวดล้อม ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรป่าไม้ ชนิดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าและสัตว์คุ้มครอง และสัตว์บก (ทั้งสัตว์กลางวันและสัตว์กลางคืน ช่วงเวลา 6:00 -21:00 น.) พร้อมทั้งศึกษาชนิดพันธุ์ ถิ่นที่อยู่ การหากิน การผสมพันธุ์ และพฤติกรรม เพื่อให้ทราบถึงสภาพระบบนิเวศของพื้นที่ ชุมชน ณ ปัจจุบัน และระบบนิเวศในอดีต รวมทั้งระบบนิเวศในอนาคต ทั้งนี้การสำรวจพื้นที่ข้างเคียงนั้นจะทำให้ทราบว่าการดำเนินการก่อสร้างโครงการบริเวณพื้นที่นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นอยู่เดิมของชุนชนหรือไม่ หากมีผลกระทบทางโครงการจะดำเนินการหาวิธีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรวม
2.ระบบนิเวศทางน้ำ
การดำเนินการของโครงการจะมีการสำรวจทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ โดยทำการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Diversity Index) ของแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) แพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) และสัตว์หน้าดิน (Benthos) ในคลองหรือแหล่งน้ำบริเวณใกล้พื้นที่โครงการ เพื่อนำมาประเมิณคุณภาพชีวภาพทางน้ำ ทำให้สามารถใช้ประเมินสภาวะมลพิษของแหล่งน้ำได้และนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษานำมาเป็นส่วนหนึ่งของออกแบบระบบบำบัดของโครงการ โดยก่อนทำการปล่อยน้ำต้องผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อย ดังนั้นจากการสำรวจทรัพยากรชีวภาพทางน้ำทำให้ทราบว่าหากมีการก่อสร้างโครงการ จะทำให้มีผลกระทบต่อชีวภาพทางน้ำหรือไม่อย่างไร และโครงการยังสามารถนำผลที่ได้มาปรับเพื่อรักษาและป้องกันสภาพแวดล้อมให้คงสภาพดีดังเดิมหรือดีกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำการศึกษาพร้อมจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) โดยทำการประเมินความเสี่ยงของทุกโครงการในทุกระยะของการดำเนินงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และเพื่อประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการทุกระยะได้ และสามารถจัดเตรียมมาตรการลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำผลที่ได้มาปรับเพื่อรักษาและป้องกันสภาพแวดล้อมให้คงสภาพดีดังเดิม และไม่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับชุมชนบริเวณโดยรอบ
อีกทั้งบริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯมุ่งมั่นปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ผ่านการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ (Biodiversity Action Plan หรือ BAP) ครบ 100 % ในทุกโครงการก่อสร้างปัจจุบันที่ดำเนินงานอยู่ ดังนี้
บริษัทร่วมมือกับหน่วยงานเอกชน หรือพันธมิตร ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเลือกบริษัทที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น บริษัทที่จัดทำ EIA Monitoring Report บุคลากร และห้องปฏิบัติการจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิ์ทำการสำรวจและวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพในทุกโครงการที่มีการก่อสร้าง และบริษัทผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับใบอนุญาตในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย ที่ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) เท่านั้น รวมถึงในระดับองค์กรท้องถิ่นหรือชุมชนในการร่วมรักษาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี อาทิเช่น ร่วมปลูกต้นไม้กับทางชุมชนเพื่อรักษาความร่มรื่นและบรรยากาศที่ดีให้กับทางชุมชนโดยรอบพื้นที่ ร่วมกับทางพื้นที่นำร่องศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เฉลิมพระเกียรติ 72 มหาราชินี ซึ่งเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแห่งแรกของประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่นี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของนกน้ำอพยพและสัตว์อื่นๆ ตามเส้นทางอพยพของนกในเส้นทางเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย (Partnership for the Conversation of Migratory Waterbirds and the Sustainable use of their Habitat in the East Asian – Australasian Flyway หรือ East Asian – Australasian Flyway Partnership: EAAFP) โดยบริษัทฯเข้าร่วมโครงการปล่อยปู เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปล่อยปูในพื้นที่ป่าชายเลนเทศบาลบางปู เป็นต้น
บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามหลักเกณฑ์เพื่อตอบรับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ มีนโยบายว่าจ้างบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมโครงสร้าง และวิศวกรรมงานระบบประกอบอาคารที่มีความรู้ความสามารถในการออกแบบ ทำให้โครงการสามารถผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับมาตรการ นโยบาย และแผนงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบสถานประกอบการ โดยเปิดช่องทางสื่อสารและหน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนได้สะดวกที่สุด บริษัทฯ ได้จัดให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดการข้อร้องเรียน ตลอดจนสื่อสารผลการจัดการข้อร้องเรียนกลับไปยังผู้ร้องเรียนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางร้องเรียน
เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ไซต์ของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง แสดงเนื้อหาและโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ เปิดให้ใช้คุณสมบัติทางโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าถึงข้อมูลของเรา เรายังแบ่งปันข้อมูลการใช้งานไซต์กับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย การโฆษณาและพาร์ทเนอร์การวิเคราะห์ของเราอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม