หน้าแรก > ข้อมูลองค์กร > เกี่ยวกับออริจิ้น > ความยั่งยืน > การบริหารจัดการคู่ค้า
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งมิติ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล เพื่อพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและส่งมอบสินค้า และบริการที่ดีและตรงกับความต้องการของลูกค้าไปพร้อมกับการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกฝ่าย
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (ORIGIN-SUPPLY CHAIN MANAGEMENT)
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการบริหารห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งของการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนและบรรลุตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด ออริจิ้นตระหนักดีว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนที่ดี การมีคู่ค้า(ผู้ร่วมทุน/สถาบันการเงิน ; Vendors/Supplierที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอด้วยต้นทุนที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงการเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
บริษัทจึงมุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม โดยการเชื่อมโยงกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กับกลยุทธหลักทางธุรกิจ ดังนี้

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญการสร้างที่อยู่อาศัย โดยมีแนวคิดการออกแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องการอยู่ร่วมกันกับสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสมให้กับผู้อยู่อาศัย บริษัทฯ ตระหนักการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุม ทั้งมิติ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล เพื่อพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ ส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าไป พร้อมกับการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกฝ่ายภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งนี้บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติทางด้านความยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
นโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัทฯ กำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากวิสัยทัศน์ พันธกิจ และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ครอบคลุมเพื่อเป็นแนวปฏิบัติของบริษัทฯ ในการพัฒนาการดำเนินงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental Social and Governance : ESG Enhancement) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goal, UN SDGs) เพื่อพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มีแนวทางในการจัดการที่ยั่งยืนและสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติทางด้านความยั่งยืนสำหรับ 5 ปี (2566-2571) เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโดยมีสาระสำคัญดังนี้

| Origin Core Value | เป้าหมายความยั่งยืน | การดำเนินงาน |
|---|---|---|
| Optimize เพิ่มผลงานยอดเยี่ยม | โครงการที่ส่งมอบให้ลูกค้าได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานการก่อสร้าง | ลูกค้าประเมินคุณภาพโครงการที่รับมอบ โดยมีคะแนนประเมินไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่บริษัทฯกำหนด |
| Responsive พร้อมปรับเปลี่ยนฉับไว | การบริหารจัดการและประเมินความเสี่ยงในธุรกิจให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ | การประเมินความเสี่ยงที่สำคัญทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวล้อมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและมีการทบทวนความเสี่ยงอย่างน้อยปีละครั้งหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างเป็นนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ |
| Innovation เพิ่มคุณค่าสรรสร้างสิ่งใหม่ | พัฒนานวัตกรรมที่สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างพอเพียง | การใช้ทรัพยากรอย่างพอเพียงและการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ |
| Growth เติบใหญ่ไปพร้อมกัน | บุคลากรได้รับการพัฒนาตามแผนการพัฒนาบุคลากร | พนักงานมีชั่วโมงการฝึกอบรมไม่น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน |
| Integrity ซื่อสัตย์สุจริต | พนักงานดำเนินงานตามแนวปฏิบัติจรรยาบรรณธุรกิจ | พนักงานในทุกระดับได้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ และบริษัทฯ ไม่พบข้อร้องเรียนด้านจรรยาบรรณธุรกิจ |
| Neat ร่วมกันคิดประณีตในงาน | โครงการที่ได้การรับรองมาตรฐาน ด้านสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึง ผลกระทบทางสังคม และสิ่งแวดล้อม | โครงการที่ออกแบบเพื่อลดการใช้พลังงาน |
| Service Excellence เต็มที่ในการบริการ | ความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ในแต่ละปี | ข้อชมเชยที่เพิ่มขึ้น และข้อร้องเรียนลดลง |
| Teamwork ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว | อัตราความผูกพันของพนักงาน ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี | การประเมินความผูกพนักงานและอัตรา การลาออกที่ลดลงในแต่ละปี |
การบริหารจัดการคู่ค้า (GRI 204-1)
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรือป้องกันผลกระทบ หรือชื่อเสียงขององค์กร แต่เพื่อเพิ่มความโปร่งใส คู่ค้าจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างยั่งยืน ดังนั้นการบริหารจัดการคู่ค้าเพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพยึดหลักการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม (ESG) ถือเป็นการเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจและสามารถบริการจัดการความเสี่ยงในระบบห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) โดยมุ่งหวังให้คู่ค้านำไปปรับใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับการดำเนินงานตามบริบทคู่ค้า โดยคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน https://investor.origin.co.th/storage/download/company-policies/company-document/20230118-ori-suppliers-code-of-conduct-th.pdf
กระบวนการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน
บริษัทฯได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการ โดยประยุกต์ใช้ในกิจกรรมภายในของบริษัทฯ เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มโอกาสลดความเสี่ยงและเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยมีการกำหนดกระบวนการดำเนินการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืน ดังนี้
1.กระบวนการสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า คู่ค้าต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากเกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้นที่ทางบริษัทฯ กำหนดขึ้น เช่น คุณภาพสินค้า ชื่อเสียง ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ประสบการณ์ทำงาน สถานะความมั่นคงทางการเงิน
2.การขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่ คู่ค้ารายใหม่จะต้องทำแบบประเมินตนเอง โดยการประเมินคู่ค้าจะครอบคลุมทั้งความเสี่ยงคู่ค้าด้าน ESG ด้านคุณภาพ และการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องรับทราบจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ (Supplier Code of Conduct)
3.การประเมินผลสำหรับคู่ค้ารายปัจจุบัน บริษัทฯมุ่งพัฒนาธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปร่วมกันกับคู่ค้า โดยมีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ประเมินผลงานคู่ค้าและความเสี่ยงทุก ๆ 6 เดือน และการคัดกรองคู่ค้า เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมอบให้แก่ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจากคุณภาพของสินค้า การจัดส่งสินค้าและการส่งมอบงาน และความพึงพอใจ โดยบริษัทฯ จะทำการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้าประจำปี รวมทั้งกำหนดแนวทางปฏิบัติในการประเมินคู่ค้าทั้งก่อนและภายหลังการซื้อขาย ให้สามารถวัดผลและจัดเกรดคู่ค้าในแต่ละหมวดหมู่ได้ โดยกำหนดให้ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างเป็นผู้ประเมินศักยภาพคู่ค้าก่อนการซื้อขายเพื่อคัดกรองคู่ค้าที่มีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ออกจาก Approved Vendor List
โดยเกณฑ์การให้คะแนนและผลการประเมินในปี 2567 สรุปได้ดังนี้
| เกณฑ์คะแนนที่ได้ | ผลการประเมินปี 2567 |
เกรด A ได้คะแนนช่วง 80-100 คะแนน คู่ค้าชั้นดี เป็นคู่ค้าที่บริษัทฯ จะดำเนินการซื้อ-ขายด้วยเป็นกลุ่มแรก | 50 ราย |
| เกรด B ได้คะแนนช่วง 70-79 คะแนน | 184 ราย |
| เกรด C ได้คะแนนช่วง 60-69 คะแนน | 69 ราย |
| เกรด D ได้คะแนนช่วง 50-59 คะแนน | 10 ราย |
เกรด F ได้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน นำเสนอคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อขอตัดออกจาก AVL | 4 ราย |
4.การจำแนกประเภทคู่ค้า บริษัทฯได้มีการทบทวนและจำแนกประเภทคู่ค้าหลัก (Critical Tier1 Supplier) และการจัดหมวดคู่ค้าที่จัดหาสินค้าและงานบริการให้กับคู่ค้าหลัก (Critical Non-Tier 1 Supplier) โดยมีเงื่อนไขดังนี้
| กลุ่มคู่ค้าหลัก | เงื่อนไข |
| Critical Tier 1 Supplier | -มูลค่าสั่งซื้อสะสมสูงสุด 80% -เป็นส่วนประกอบหลักมีความสำคัญสูงในการพัฒนาโครงการ -คู่ค้าหลักของบริษัท |
| Critical Non-Tier 1 Supplier | -เป็นส่วนประกอบหลักมีความสำคัญสูงในการพัฒนาโครงการ – ขนาดของกิจการ ขนาด L -คู่ค้าหลักของบริษัท |
โดยในปีนี้ สามารถสรุปผลการดำเนินงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างได้ดังนี้
| การดำเนินการ | ผลการดำเนินการปี 2567 |
| จำนวนคู่ค้าทั้งหมด (มูลค่าการสั่งซื้อ) | 1,200 ราย (4,495,729,729 บาท) |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญ Critical Tier 1 (มูลค่าการสั่งซื้อ) | 14 ราย (2,926,733,721 บาท) |
| คู่ค้ารายใหม่ได้รับการตรวจประเมินก่อนการซื้อขายด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาล (ESG) | 100.00% |
| คู่ค้ารายใหม่ต้องรับทราบจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียนในระบบ | 100.00% |
| On site Survey คู่ค้ารายสำคัญ | 14 ราย (จำนวนทั้งหมด 14 ราย) |
| คู่ค้าดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นธรรมทางธุรกิจ | 100% |
| คู่ค้าดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ | 100% |
| คู่ค้าดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย | 100% |
| คู่ค้าดำเนินการด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม | 91% |
| คู่ค้าให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา | 100% |
| คู่ค้าให้ความสำคัญในการคุ้มครองแรงงานและสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ | 100% |
| คู่ค้าดำเนินการโดยให้ความสำคัญในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน | 100% |
| ผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ลูกค้าปัจจุบัน | ไม่พบความเสี่ยง |
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายการดำเนินการ On-site ESG Audit คู่ค้ารายสำคัญของบริษัทให้ได้ ร้อยละ ร้อย ของผู้ค้ากลุ่ม Critical Tier 1 ซึ่งมีทั้งหมด 14 ราย ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปี 2568 มีเป้าหมายในการ audit คู่ค้าใน Tier 1 ครบ 100% โดยจากการOn-site ESG Audit คู่ค้ารายสำคัญ คู่ค้าของบริษัท ฯ ได้ร่วมแสดงพลังแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เรากำหนดได้ครบถ้วนทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และยึดมั่นในความเป็นธรรม การส่งมอบสินค้าและบริการที่ได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานที่วางไว้ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงานอย่างรอบด้านและยังแสดงให้เห็นถึงความตระหนักใน คุณค่าของสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเกื้อหนุนต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังยึดมั่นในเจตนารมณ์การ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างเด็ดขาด
ผลการปฏิบัติที่ครบถ้วนสมบูรณ์นี้ เป็นมากกว่าตัวเลข 100% แต่คือ เครื่องยืนยันถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างบริษัทและคู่ค้า ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส เชื่อถือได้ และก้าวไปสู่อนาคตแห่งความยั่งยืนร่วมกัน
และในปี 2567 ทางบริษัทฯ ได้มีการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความเสี่ยงด้าน ESG กับคู่ค้า พบว่า “ไม่มีความเสี่ยงด้าน ESG ที่เกิดจากคู่ค้า” ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Risk) ที่เกิดจากคู่ค้า และในส่วนของ 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2565 – พ.ศ. 2567)
| การดำเนินการ | ผลการดำเนินการปี 2565-2567 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญ Critical Tier 1 (มูลค่าการสั่งซื้อ) | 30 ราย |
นอกจากนี้ บริษัทมีการกำหนดเกณฑ์ในการชำระเงินสินเชื่อการค้า หรือ Credit Term ภายในระยะเวลา 15-60 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทของคู่ค้า เช่นผู้รับเหมารายย่อย ได้รับ 15 วัน คู่ค้าสำหรับสินค้าหรือ อุปกรณ์อื่น ๆได้รับ 30 วัน ที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการชำระเงินให้แก่คู่ค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 15-45 วัน
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ยืนหยัดดำเนินการประเมินคู่ค้าอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งผลลัพธ์ที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่างบริษัทและคู่ค้าในการรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และเป็นไปเพื่อความยั่งยืน
ในทุกปี คู่ค้าใหม่ทุกรายได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งยอมรับ จรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ขณะที่คู่ค้าสำคัญก็ได้รับการตรวจสอบภาคสนามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผลการประเมินในประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์สุจริต คุณภาพของสินค้าและบริการ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ยังคงอยู่ในระดับ ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องตลอดสามปี
แม้ในด้านการปฏิบัติตามข้อกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะยังมีบางส่วนที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยผลการประเมินล่าสุดอยู่ที่ 91% แต่บริษัทได้ดำเนินการติดตามและวางแนวทางพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้คู่ค้าทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนในอนาคตอันใกล้
ผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอเช่นนี้ ไม่เพียงตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของระบบการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังสะท้อนถึง ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และพันธกิจร่วมกัน ที่บริษัทและคู่ค้าได้ร่วมสร้างขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
การพัฒนาการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้า
จัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะและมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ออริจิ้น ร่วมมือกับคู่ค้า บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของออริจิ้นในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ โดยบริษัทฯจะนำโซลูชันเพื่อบ้านอัจฉริยะและอาคารสีเขียวที่หลากหลายของเดลต้าไปใช้ในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และร่วมมือกับเดลต้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับออริจิ้น โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งสอดคล้องไปกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัท มุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อมาร่วมส่งมอบนวัตกรรมที่ช่วยสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Low-carbon society ให้ผู้บริโภค เดลต้าถือเป็นพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีนวัตกรรมกรีนและนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ อย่างครบถ้วน
ซึ่งการ workshop ร่วมกัน ทางบริษัทฯ เชื่อว่าจะทำให้ได้รับนวัตกรรมใหม่ๆ สินค้าที่มีคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวครั้งนี้มุ่งเน้นให้ประโยชน์แก่ลูกค้าด้วยการส่งมอบสินค้าและโซลูชันที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสมาร์ทโฮมโซลูชัน อาทิ ระบบอาคารอัตโนมัติ ระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยอัจฉริยะ และโซลูชันการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมช่วยประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังร่วมมือในการพัฒนาโซลูชันอาคารสีเขียวโดยใช้โซลูชันการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานทางเลือกจากโซลาร์เซลล์ โดยนำร่องนำ EV Charger ที่ให้ประสิทธิพลังงานสูงถึง 94% มาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย
การบริหารความเสี่ยงคู่ค้า
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงคู่ค้า (Vendor Risk Management) เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ควบคุมคุณภาพงาน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทฯ ดำเนินการคัดเลือก ประเมิน ติดตาม และควบคุมความเสี่ยงของคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมด้านคุณภาพ ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และแนวทางด้าน ESG ตามนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ
ยกตัวอย่าง กรณีผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทฯ จะมีการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงประวัติการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ประกอบเพิ่มเติมและนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน โดยกำหนดงวดการชำระเงินและขั้นตอนการอนุมัติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินและป้องกันการทุจริต
บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านแรงงาน ต้นทุน และความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน อันอาจส่งผลต่อภาคก่อสร้าง ต้นทุนการดำเนินงาน และระยะเวลาการส่งมอบโครงการ เพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการร่วมกับคู่ค้าและผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง โดยกระจายแหล่งจัดหา ลดการพึ่งพาผู้จำหน่ายหรือแหล่งผลิตเพียงรายเดียว รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาแหล่งผลิตภายในประเทศ และจัดเตรียมแผนสำรองด้านทรัพยากรในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการบริหารจัดการแผนงานก่อสร้างและการจัดซื้อวัสดุให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อระยะเวลาดำเนินโครงการ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การคัดสรรคู่ค้าและแหล่งผลิตใหม่ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยังเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของทีมจัดซื้อและจัดจ้าง เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่ง
บริษัทฯ มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการประเมินคู่ค้า การตรวจสอบคุณภาพงาน การติดตามข้อร้องเรียน และการตรวจประเมินหน้างาน (Site Audit) เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าดำเนินงานได้ตามมาตรฐานที่บริษัทฯ กำหนด หากพบประเด็นความเสี่ยงหรือข้อบกพร่อง บริษัทฯ จะร่วมกับคู่ค้าจัดทำแผนปรับปรุงและแก้ไข (Corrective Action Plan: CAPA) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต
จากผลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงคู่ค้าในช่วงปี 2565 – 2568 บริษัทฯ ไม่พบประเด็นความเสี่ยงด้าน ESG ที่เกิดจากคู่ค้า ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และบรรษัทภิบาล รวมถึงไม่พบเหตุการณ์หรือข้อร้องเรียนที่มีนัยสำคัญจากคู่ค้ากลุ่ม Critical Tier 1 และ Non-Critical Tier 1 ตลอดระยะเวลา 4 ปีย้อนหลัง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารจัดการคู่ค้า และความร่วมมือของคู่ค้าในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานและแนวทางด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพโครงการ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว