บริษัทฯ มีการบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์กร อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ โดยการกำหนดมาตรการในการป้องกันดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคนในองค์กร และมีมาตรการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับพนักงานในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามลักษณะการดำเนินตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและธุรกิจ เช่นป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดจากการทำงาน รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายอันเกิดมาจากการหยุดชะงักจากการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน บริษัทฯ จึงมุ่งสร้างและให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี เพื่อสร้างความเป็นอยู่ดีที่ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องให้ได้รับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีในระหว่างการทำงาน รวมถึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมี HR Director เป็นประธานของคณะกรรมการ และมีสมาชิกจากแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อเป็นกรอบการดำเนินงาน
ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- พัฒนาการดำเนินงานในกระบวนการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้สอดคล้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ แนวปฏิบัติและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมให้พนักงาน คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักรู้และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานตามที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติงาน
- มีการติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอรวมถึงกำหนดในแผนประจำปีให้มีการจัดการอบรม ให้ความรู้ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
- ตรวจสอบข้อบกพร่องในกระบวนการปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้และประเมินความเสี่ยงความอันตรายต่างๆ เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติภัยในสถานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีให้แก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น การจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี
- เปิดเผยและสื่อสารนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทุกระดับภายในองค์กรได้รับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
การดูแลสุขภาวะและความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงาน
บริษัทตระหนักดีว่าพนักงานคือทรัพยากรที่มีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานในทุกมิติ ไม่เพียงในฐานะผู้ปฏิบัติงาน หากแต่ในฐานะสมาชิกขององค์กรที่มีชีวิต ครอบครัว และบริบทการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน บริษัทเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะ ความมั่นคง และความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว จะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความผูกพัน และพลังความร่วมมือของพนักงานทุกคน อันเป็นรากฐานสำคัญของความเข้มแข็งและความยั่งยืนขององค์กร
บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านสวัสดิการในสถานประกอบการ ซึ่งมาจากตัวแทนพนักงานครอบคลุมทุกฝ่ายงาน โดยได้จัดการประชุมหารือร่วมกันร่วมกันระหว่างคณะกรรมการฯ และผู้บริหารระดับสูงเรื่องสวัสดิการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานเป็นประจำทุกไตรมาส
จากแนวคิดดังกล่าว บริษัทจึงจัดให้มีสวัสดิการและการดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของครอบครัว ดังนี้
การดูแลสุขภาพเชิงรุกและสวัสดิการด้านสุขภาพที่ยืดหยุ่น
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านโครงการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับพนักงานทุกระดับ นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกรับการดูแลตามความต้องการเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านทันตกรรมหรือการตัดแว่นสายตา ภายใต้วงเงินที่กำหนดตามลำดับขั้นของตำแหน่งงาน
การส่งเสริมสมดุลชีวิตและคุณค่าของสถาบันครอบครัว
บริษัทฯ เชื่อว่าความสุขจากการมีเวลาคุณภาพกับครอบครัวคือพลังงานที่ดีในการทำงาน จึงมอบสวัสดิการ “วันหยุดในเดือนเกิด” (Birthday Leave) จำนวน 1 วัน เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัว นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทบาทของคุณพ่อในการสร้างรากฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ ได้กำหนดสวัสดิการ “คุณพ่อลาคลอด” เพื่อช่วยดูแลบุตรและภรรยาหลังคลอดได้เป็นเวลา 10 วันทำการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในสถาบันครอบครัวอย่างแท้จริง
การดูแลและสนับสนุนพนักงานในทุกช่วงเวลาของชีวิต
บริษัทฯ พร้อมเคียงข้างพนักงานในทุกสถานการณ์ของชีวิต ผ่านโครงการเยี่ยมไข้พนักงานที่เจ็บป่วย การให้เงินช่วยเหลือกรณีญาติพนักงานเสียชีวิต และการร่วมยินดีในโอกาสคลอดบุตร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนความเป็นครอบครัวออริจิ้นได้ชัดเจนที่สุดคือการดูแลพนักงานที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอัคคีภัยและอุทกภัย
ผลการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
บริษัทกำหนดให้ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นประเด็นสำคัญภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อกำหนดทิศทาง กลั่นกรองความเสี่ยง และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศใช้นโยบายความปลอดภัยซึ่งดำเนินการตามแนวทางของระบบบริหารความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลที่ลงนามโดยผู้บริหารสูงสุด เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานและประเด็นความเสี่ยงได้รับการรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทในทุกไตรมาส
ในปี 2568 บริษัทสามารถรักษาอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Incident Rate) และจำนวนวันหยุดงานจากการบาดเจ็บ (Lost Time Injury) อยู่ในระดับศูนย์ ไม่มีเหตุการณ์ที่นำไปสู่การบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตเกิดขึ้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารเชิงป้องกัน (Preventive Approach) มากกว่าการมุ่งเน้นผลลัพธ์ปลายทาง โดยดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในแต่ละหน่วยงานอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ด้านความปลอดภัย และกำหนดเป้าหมายด้านความปลอดภัยประจำปี เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 บริษัทฯ มีเป้าหมายในเรื่องของความปลอดภัย และอุบัติเหตุทั้งพนักงานและคู่ค้า ให้อยู่ในระดับ ศูนย์ เพื่อสะท้อนถึงมาตรการความปลอดภัย และควบคุมการเกิดอุบัติเหตุอย่างเคร่งครัด
เป้าหมายและผลการดำเนินงานปี 2568
เป้าหมาย | ผลการดำเนินงานปี 2568 |
จำนวนผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตของพนักงานและผู้รับเหมา เป็น 0 | 0 |
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นสูญเสียวันทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา (LTIFR) เป็น 0/1,000,000 ชั่วโมงการทำงาน | 0 |
อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตของพนักงานและคู่ค้า เป็น 0 | 0 |
พนักงานที่มีหน้าที่ด้านการควบคุมการก่อสร้างและผู้รับเหมาต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานในระดับต่างๆ 100% | 100% |
หมายเหตุ: LTIFR คือ อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานที่แสดงอัตราการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นหยุดงาน 1 วันขึ้นไป โดยมีสูตรคำนวณคือ (จำนวนผู้บาดเจ็บ / จำนวนชั่วโมงการทำงานทั้งหมด) x 1,000,000 ชั่วโมงการทำงาน
สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในสถานที่ทำงาน พ.ศ. 2566-2568
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
| พ.ศ. 2566 | พ.ศ. 2567 | พ.ศ.2568 |
จำนวนพนักงาน | 1,328 | 1,330 | 694 |
บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่มีการหยุดงาน | 0 | 0 | 0 |
บาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน | 0 | 0 | 0 |
เสียชีวิต | 0 | 0 | 0 |
การคำนวณอัตราความปลอดภัย
| พ.ศ. 2566 | พ.ศ. 2567 | พ.ศ.2568 |
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานของพนักงาน (Injury Rate: IR = ราย x 200,000 / ชั่วโมงการทำงาน | 0% | 0% | 0% |
อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury Frequency Rate: LTIFR = จำนวนการบาดเจ็บ / ชั่วโมงการทำงานทั้งหมด) x 200,000) | 0% | 0% | 0% |
จำนวนการเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงาน | 0% | 0% | 0% |
สถิติสะสมอุบัติเหตุจากการทำงานในโครงการก่อสร้างของผู้รับเหมาย้อนหลัง 3 ปี |
ระดับความร้ายแรง | 2566 | 2567 | 2568 |
1 | หยุดงานไม่เกิน 3 วัน | 0 | 0 | 0 |
2 | หยุดเกิน 7 วัน | 0 | 0 | 0 |
3 | สูญเสียอวัยวะ | 0 | 0 | 0 |
4 | เสียชีวิตจากการทำงาน | 0 | 0 | 0 |
5 | ทรัพย์สินเสียหาย | 0 | 2 | 0 |
รวมทั้งหมด | 0 | 2 | 0 |
บริษัทจัดให้มีการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินครอบคลุมหลายสถานการณ์ อาทิ การอพยพหนีไฟ การรับมือเหตุแผ่นดินไหว และเหตุความไม่ปลอดภัยจากการกราดยิงในสถานที่ทำงาน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและลดผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์จริง โดยมีพนักงานเข้าร่วมเป็นจำนวน 80 คน คิดเป็น 25% ของพนักงานประจำสำนักงานใหญ่ทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานตามหลักกายศาสตร์ (Ergonomics) เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บสะสมและปัญหาสุขภาพระยะยาว รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เบื้องต้นของอาคารสำนักงาน และส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ อันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น
คู่ค้า ผู้รับเหมา
บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายร่วมกับทางคู่ค้าและผู้รับเหมาเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานและได้บังคับใช้กับพนักงานรวมทั้งผู้รับเหมาในงานต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พนักงานและแรงงานทุกคนสามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงลดอุบัติภัย มิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของพนักงานและแรงงานผู้รับเหมา ด้วยเป้าหมายที่ต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- มีการตรวจสอบสุขอนามัย และความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริม และตรวจสอบการสวมใส่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยต่างๆ ของพนักงานในพื้นที่ปฏิบัติงาน
- ไม่ละเลย หรือ เพิกเฉย ต่อการกระทำ หรือ ข้อบกพร่องใดๆ ในสถานที่ทำงาน อันอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อพนักงาน
- มีมาตรการ หรือ แผนงานที่จะตอบรับต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดอบรม ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่พนักงาน เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย และแผนฉุกเฉินต่างๆเพื่อให้พนักงานได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติภัย หรือสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
- การปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ สถานการณ์ไม่ปกติ
– บันทึกเหตุการณ์ข้อร้องเรียนต่างๆ ด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระหว่างคู่ค้ากับบริษัท ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทุกครั้ง และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่ออย่างสม่ำเสมอ
– จัดเก็บสถิติอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บในการดำเนินงานกับบริษัทอย่างเป็นระบบ และพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับบริษัทเพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
บริษัทฯ ยังได้มีการกำหนดให้ทุกโครงการก่อสร้างดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยมีการจัดทำแผนบริหารร่วมกับทางผู้รับเหมาเพื่อจัดการความปลอดภัยประจำโครงการ การตรวจสอบ (Inspection) และติดตามผลการดำเนินงาน (Monitoring) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และนโยบายของบริษัทฯ อย่างครบถ้วน รวมถึงได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างดำเนินงาน และภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในทุกโครงการที่มีการก่อสร้างในปี พร้อมทั้งจัดทำรายงานผลการบริหารความเสี่ยงเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ เป็นรายไตรมาส เพื่อกำกับดูแลและติดตามประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง
จากความร่วมมือดำเนินงานร่วมกันระหว่างบริษัทฯ และผู้รับเหมา ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และสุขอนามัยของพนักงานและแรงงาน ถือเป็นการดำเนินงานด้านการสร้างมาตรฐาน และยกระดับการบริหารงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ ใน 365 วัน บริษัทฯ ไม่พบกรณีพนักงานและแรงงานหยุดงานเกิน 3 วัน และ 7 วัน การหยุดงานเกินเป็น 0 และในทุกโครงการก่อสร้าง จำนวน 11 โครงการ ในปีนี้ได้มีการอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับเหมา ครบ 100% รวม 1,852 คน
รวมถึงได้มีมาตรการเพิ่มเติม จากปรากฏการณ์การแผ่นดินไหว ทำให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหาย เป็นภัยพิบัติต่อบ้านเมือง สิ่งก่อสร้าง และสิ่งมีชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางบริษัทได้ร่วมมือกับทางผู้รับเหมาจัดทำแผนมาตรการป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวและมาตรการบริหารจัดการความปลอดภัยการใช้งานปั้นจั่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคม
นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคมของบริษัทฯ ถูกออกแบบภายใต้กรอบมาตรฐานสากล อาทิ หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGPs) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจในทุกมิติจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสีย แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม โดยบริษัทได้บูรณาการกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อระบุ ป้องกัน และบรรเทาความเสี่ยงทางสังคมเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายและแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือพันธสัญญาที่บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนในระดับสากล และเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความรับผิดชอบที่บริษัทมีต่อพนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมไทยในระยะยาว
แนวปฏิบัติการดูแลและการพัฒนาสังคม
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
นโยบายและความมุ่งมั่น
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ยึดถือการเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โดยกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGPs) ซึ่งได้รับการรับรองโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2554 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
กรอบการดำเนินงาน
บริษัทฯ ได้นำกรอบการดำเนินงานตามหลักการ UNGPs และหลักการ HRDD มาประยุกต์ใช้ โดยประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
การเยียวยา การจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
กลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการบุคลากร
กลยุทธ์
วิธีการ / แผนงาน
การกำหนดโครงสร้างที่ชัดเจน
· วางแผนเส้นทางการเติบโตของพนักงานแต่ละสายงานที่ชัดเจน
· ส่งเสริมและพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพให้เติบโตในเส้นทางอาชีพของตนอย่างสูงสุด
· ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายในองค์กรให้สอดคล้องกับหน้าที่ของฝ่ายงาน
ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
· กำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
· ค่าตอบแทนที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน โดยไม่เลือกเพศสภาพ ศาสนา หรือปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลงาน
การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
· การประเมินผลงานจาก KPI ที่ครอบคลุมทั้งผลงานในสายงาน ผลงานในด้าน ESG และผลงานจากการพัฒนาตนเอง
· การออกแบบหลักสูตรอบรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละระดับบุคลากร และหลักสูตรเฉพาะทางตามสายงาน
· ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กรผ่านรูปแบบการแบ่งปันองค์ความรู้ (Knowledge Sharing) ระหว่างหน่วยงาน และเรื่อง ESG
การสร้างโอกาสทางการศึกษา
· การสนับสนุนให้พนักงานได้ศึกษาในระดับปริญญาโทต่อทั้งในและต่างประเทศ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับองค์กร
การเชิดชูเกียรติ
· รางวัล Origin Star Award ประจำไตรมาส และ Employee of the Year เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นแบบอย่างในการรักษามาตรฐาน
· รางวัล Congratulations Ceremony มอบรางวัลให้กับพนักงานที่ได้รับคำชมเชยจากลูกค้า
· รางวัล ORI Hero เพื่อยกย่องพนักงานที่มีจิตวิญญาณแห่งการบริการและทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ในภาวะวิกฤต
กิจกรรมเพื่อสร้างความผูกพันให้กับพนักงาน
· กิจกรรมต่างๆ ตามประเพณีและเทศกาล อาทิ วาเลนไทน์ ตรุษจีน สงกรานต์ คริสต์มาส เป็นต้น
· กิจกรรม Make it Better จัดการประกวดไอเดียนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ เพื่อยกระดับการทำงาน
เป้าหมายการพัฒนาศักยภาพและความยั่งยืนของบุคลากรปี 2568
ประเด็นสำคัญ
ตัวชี้วัด
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน
การพัฒนาศักยภาพ
ชั่วโมงอบรมเฉลี่ย/คน/ปี
≥20 ชั่วโมง / คน / ปี
21.3 ชั่วโมง / คน / ปี
การพัฒนาศักยภาพ
พนักงานฝ่ายขายและฝ่ายสินเชื่อ หน้าด่านสำคัญที่ดูแลลูกค้าและสร้างรายได้ ต้องได้รับการอบรมในเรื่องบุคลิกภาพ การให้บริการ ผลิตภัณฑ์ และโปรแกรม
100%
100%
การพัฒนาศักยภาพ
พนักงานทุกคนได้ทำ KPI โดยต้องมี 1 หัวข้อเป็นเรื่องการพัฒนาตนเอง และ 1 หัวข้อเป็นเรื่อง ESG
694 คน (100%)
637 คน (91.78%)
แรงงานและสิทธิมนุษยชน
ข้อร้องเรียนด้านแรงงาน และสิทธิมนุษยชน
0 กรณี
0 กรณี
แรงงานและสิทธิมนุษยชน
การจ้างแรงงานผิดกฎหมาย
0 คน
0 คน
ความปลอดภัยของพนักงานและแรงงาน
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นหยุดงานของพนักงาน (LTIFR)
0
0
สวัสดิการพนักงาน
การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการจ้างงานในฐานะรากฐานของการสร้างองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยเชื่อว่าพลังแห่งความสามัคคี ความร่วมมือ และความหลากหลายของบุคลากรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตในระยะยาว บริษัทดำเนินกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรบนหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ศักยภาพ และความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือปัจจัยส่วนบุคคลอื่นใด รวมทั้งการสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่นที่โครงการจัดตั้งขึ้น อาทิ ภูเก็ต ขอนแก่น ระยอง ชลบุรี และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เข้าร่วมการทำงานเพื่อหาประสบการณ์และรายได้ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีศักยภาพได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและเติบโตไปพร้อมกัน บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับ และให้ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานทุกคน ควบคู่กับการจัดให้มีเงื่อนไขการจ้างงาน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคง ความเชื่อมั่น และความผูกพันของพนักงาน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรและความยั่งยืนในระยะยาว
ในปี 2568 บริษัทมีพนักงานรวมทั้งสิ้น 694 คน โดยมีพนักงานเข้าใหม่จำนวน 120 คน คิดเป็นร้อยละ 17.29 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด มีพนักงานชั่วคราว 2 คน คิดเป็น 0.28% และมีพนักงานที่เป็นผู้สูงอายุ 10 คน ขณะที่มีอัตราการลาออกโดยสมัครใจอยู่ที่ร้อยละ 29.16 โดยแยกเป็นชาย 74 คน หญิง 128 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 202 คน แบ่งตามระดับปฏิบัติงาน ดังนี้
ระดับของพนักงาน
ชาย (คน)
หญิง (คน)
รวม (ร้อยละ (%))
ระดับปฏิบัติการ
205
263
468 (67.43%)
ระดับบริหาร
80
92
172 (24.78%)
ผู้บริหารระดับสูง
29
25
54 (7.78%)
รวม
314
380
694 (100%)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทย แม้ว่าในปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่มีการจ้างงานคนพิการโดยตรง (จำนวนการจ้างงานผู้พิการเป็นศูนย์) แต่บริษัทฯ ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในอัตราส่วน 100:1 (จำนวน 615,025 บาท) อย่างเคร่งครัด
การกำหนดและบริหารค่าตอบแทน
บริษัทฯ กำหนดนโยบายการบริหารค่าตอบแทนที่มุ่งเน้นความยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ ตลอดจนสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้หลักการบริหารจัดการดังนี้
และกำลังใจให้กับพนักงานที่ทำผลงานได้โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เชื่อมั่นว่าความสำเร็จอย่างยั่งยืนท่ามกลางบริบทของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เกิดจากการมีทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีความรู้ ความสามารถ และความพร้อมในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บริษัทจึงกำหนดให้การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร โดยมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของพนักงานในทุกระดับให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจและเป้าหมายระยะยาวขององค์กร
ในปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบหลักสูตรอบรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มบุคลากร โดยพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับระดับตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ ตลอดจนหลักสูตรเฉพาะทางตามสายงาน เพื่อให้พนักงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ
นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กรผ่านรูปแบบการแบ่งปันองค์ความรู้ (Knowledge Sharing) ระหว่างหน่วยงาน แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับทักษะการทำงานของพนักงานเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงานซึ่งกันและกัน ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน อีกทั้งยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจของผู้ถ่ายทอดความรู้และความผูกพันระหว่างพนักงาน อันเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือและความเข้มแข็งขององค์กรในระยะยาว
โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีตัวเลขชั่วโมงการอบรมเฉลี่ยต่อพนักงานอยู่ที่ 21.3 ชั่วโมงต่อคนต่อปี จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20 ชั่วโมงต่อคนต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างทั่วถึง เจาะลึก และต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และบริษัทได้จัดอบรมให้กับพนักงานจำนวน 50 หลักสูตร โดยใช้งบประมาณในการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานจำนวนเงิน 3,292,700 บาท และในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าการอบรมที่ 22.5 ชั่วโมงต่อคนต่อปี โดยเน้นการพัฒนาตามทักษะวิชาชีพและการมีหัวใจบริการเพื่อลูกค้าให้มากขึ้นในส่วนของพนักงาน Front Office และการทำงานเพื่อพัฒนาตนเองและสุขภาวะ และด้านทักษะการทำงานพื้นฐานและเทคนิคต่างๆ ในส่วนของพนักงาน Back Office
สรุปข้อมูลการพัฒนาบุคลากรในช่วง 3 ปี
หน่วย : ชั่วโมงต่อคนต่อปี
ปี
จำนวนพนักงาน / คน
จำนวนการอบรมรวม (ชม.)
จำนวน ชม./คน
2566
1,328
26,946 ชั่วโมง
20.2 ชั่วโมงต่อคน
2567
1,330
27,058 ชั่วโมง
20.3 ชั่วโมงต่อคน
2568
694
14,839 ชั่วโมง
21.3 ชั่วโมงต่อคน
*หมายเหตุ ปี 2566-2567 นับรวมพนักงานบริษัท พรีโม่ เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)
บริษัทฯ มีการบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์กร อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ โดยการกำหนดมาตรการในการป้องกันดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคนในองค์กร และมีมาตรการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับพนักงานในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามลักษณะการดำเนินตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและธุรกิจ เช่นป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดจากการทำงาน รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายอันเกิดมาจากการหยุดชะงักจากการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน บริษัทฯ จึงมุ่งสร้างและให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี เพื่อสร้างความเป็นอยู่ดีที่ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องให้ได้รับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีในระหว่างการทำงาน รวมถึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมี HR Director เป็นประธานของคณะกรรมการ และมีสมาชิกจากแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อเป็นกรอบการดำเนินงาน
ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การดูแลสุขภาวะและความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงาน
บริษัทตระหนักดีว่าพนักงานคือทรัพยากรที่มีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานในทุกมิติ ไม่เพียงในฐานะผู้ปฏิบัติงาน หากแต่ในฐานะสมาชิกขององค์กรที่มีชีวิต ครอบครัว และบริบทการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน บริษัทเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะ ความมั่นคง และความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว จะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความผูกพัน และพลังความร่วมมือของพนักงานทุกคน อันเป็นรากฐานสำคัญของความเข้มแข็งและความยั่งยืนขององค์กร
บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านสวัสดิการในสถานประกอบการ ซึ่งมาจากตัวแทนพนักงานครอบคลุมทุกฝ่ายงาน โดยได้จัดการประชุมหารือร่วมกันร่วมกันระหว่างคณะกรรมการฯ และผู้บริหารระดับสูงเรื่องสวัสดิการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานเป็นประจำทุกไตรมาส
จากแนวคิดดังกล่าว บริษัทจึงจัดให้มีสวัสดิการและการดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของครอบครัว ดังนี้
การดูแลสุขภาพเชิงรุกและสวัสดิการด้านสุขภาพที่ยืดหยุ่น
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านโครงการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับพนักงานทุกระดับ นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกรับการดูแลตามความต้องการเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านทันตกรรมหรือการตัดแว่นสายตา ภายใต้วงเงินที่กำหนดตามลำดับขั้นของตำแหน่งงาน
การส่งเสริมสมดุลชีวิตและคุณค่าของสถาบันครอบครัว
บริษัทฯ เชื่อว่าความสุขจากการมีเวลาคุณภาพกับครอบครัวคือพลังงานที่ดีในการทำงาน จึงมอบสวัสดิการ “วันหยุดในเดือนเกิด” (Birthday Leave) จำนวน 1 วัน เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัว นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทบาทของคุณพ่อในการสร้างรากฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ ได้กำหนดสวัสดิการ “คุณพ่อลาคลอด” เพื่อช่วยดูแลบุตรและภรรยาหลังคลอดได้เป็นเวลา 10 วันทำการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในสถาบันครอบครัวอย่างแท้จริง
การดูแลและสนับสนุนพนักงานในทุกช่วงเวลาของชีวิต
บริษัทฯ พร้อมเคียงข้างพนักงานในทุกสถานการณ์ของชีวิต ผ่านโครงการเยี่ยมไข้พนักงานที่เจ็บป่วย การให้เงินช่วยเหลือกรณีญาติพนักงานเสียชีวิต และการร่วมยินดีในโอกาสคลอดบุตร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนความเป็นครอบครัวออริจิ้นได้ชัดเจนที่สุดคือการดูแลพนักงานที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอัคคีภัยและอุทกภัย
ผลการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
บริษัทกำหนดให้ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นประเด็นสำคัญภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อกำหนดทิศทาง กลั่นกรองความเสี่ยง และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศใช้นโยบายความปลอดภัยซึ่งดำเนินการตามแนวทางของระบบบริหารความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลที่ลงนามโดยผู้บริหารสูงสุด เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานและประเด็นความเสี่ยงได้รับการรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทในทุกไตรมาส
ในปี 2568 บริษัทสามารถรักษาอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Incident Rate) และจำนวนวันหยุดงานจากการบาดเจ็บ (Lost Time Injury) อยู่ในระดับศูนย์ ไม่มีเหตุการณ์ที่นำไปสู่การบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตเกิดขึ้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารเชิงป้องกัน (Preventive Approach) มากกว่าการมุ่งเน้นผลลัพธ์ปลายทาง โดยดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในแต่ละหน่วยงานอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ด้านความปลอดภัย และกำหนดเป้าหมายด้านความปลอดภัยประจำปี เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 บริษัทฯ มีเป้าหมายในเรื่องของความปลอดภัย และอุบัติเหตุทั้งพนักงานและคู่ค้า ให้อยู่ในระดับ ศูนย์ เพื่อสะท้อนถึงมาตรการความปลอดภัย และควบคุมการเกิดอุบัติเหตุอย่างเคร่งครัด
เป้าหมายและผลการดำเนินงานปี 2568
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงานปี 2568
จำนวนผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตของพนักงานและผู้รับเหมา เป็น 0
0
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นสูญเสียวันทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา (LTIFR) เป็น 0/1,000,000 ชั่วโมงการทำงาน
0
อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตของพนักงานและคู่ค้า เป็น 0
0
พนักงานที่มีหน้าที่ด้านการควบคุมการก่อสร้างและผู้รับเหมาต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานในระดับต่างๆ 100%
100%
หมายเหตุ: LTIFR คือ อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานที่แสดงอัตราการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นหยุดงาน 1 วันขึ้นไป โดยมีสูตรคำนวณคือ (จำนวนผู้บาดเจ็บ / จำนวนชั่วโมงการทำงานทั้งหมด) x 1,000,000 ชั่วโมงการทำงาน
สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในสถานที่ทำงาน พ.ศ. 2566-2568
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
พ.ศ. 2566
พ.ศ. 2567
พ.ศ.2568
จำนวนพนักงาน
1,328
1,330
694
บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่มีการหยุดงาน
0
0
0
บาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน
0
0
0
เสียชีวิต
0
0
0
การคำนวณอัตราความปลอดภัย
พ.ศ. 2566
พ.ศ. 2567
พ.ศ.2568
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานของพนักงาน (Injury Rate: IR = ราย x 200,000 / ชั่วโมงการทำงาน
0%
0%
0%
อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน
(Lost Time Injury Frequency Rate: LTIFR = จำนวนการบาดเจ็บ / ชั่วโมงการทำงานทั้งหมด) x 200,000)
0%
0%
0%
จำนวนการเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงาน
0%
0%
0%
สถิติสะสมอุบัติเหตุจากการทำงานในโครงการก่อสร้างของผู้รับเหมาย้อนหลัง 3 ปี
ระดับความร้ายแรง
2566
2567
2568
1
หยุดงานไม่เกิน 3 วัน
0
0
0
2
หยุดเกิน 7 วัน
0
0
0
3
สูญเสียอวัยวะ
0
0
0
4
เสียชีวิตจากการทำงาน
0
0
0
5
ทรัพย์สินเสียหาย
0
2
0
รวมทั้งหมด
0
2
0
บริษัทจัดให้มีการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินครอบคลุมหลายสถานการณ์ อาทิ การอพยพหนีไฟ การรับมือเหตุแผ่นดินไหว และเหตุความไม่ปลอดภัยจากการกราดยิงในสถานที่ทำงาน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและลดผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์จริง โดยมีพนักงานเข้าร่วมเป็นจำนวน 80 คน คิดเป็น 25% ของพนักงานประจำสำนักงานใหญ่ทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานตามหลักกายศาสตร์ (Ergonomics) เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บสะสมและปัญหาสุขภาพระยะยาว รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เบื้องต้นของอาคารสำนักงาน และส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ อันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น
คู่ค้า ผู้รับเหมา
บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายร่วมกับทางคู่ค้าและผู้รับเหมาเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานและได้บังคับใช้กับพนักงานรวมทั้งผู้รับเหมาในงานต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พนักงานและแรงงานทุกคนสามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงลดอุบัติภัย มิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของพนักงานและแรงงานผู้รับเหมา ด้วยเป้าหมายที่ต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
– บันทึกเหตุการณ์ข้อร้องเรียนต่างๆ ด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระหว่างคู่ค้ากับบริษัท ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทุกครั้ง และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่ออย่างสม่ำเสมอ
– จัดเก็บสถิติอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บในการดำเนินงานกับบริษัทอย่างเป็นระบบ และพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับบริษัทเพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
บริษัทฯ ยังได้มีการกำหนดให้ทุกโครงการก่อสร้างดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยมีการจัดทำแผนบริหารร่วมกับทางผู้รับเหมาเพื่อจัดการความปลอดภัยประจำโครงการ การตรวจสอบ (Inspection) และติดตามผลการดำเนินงาน (Monitoring) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และนโยบายของบริษัทฯ อย่างครบถ้วน รวมถึงได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างดำเนินงาน และภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในทุกโครงการที่มีการก่อสร้างในปี พร้อมทั้งจัดทำรายงานผลการบริหารความเสี่ยงเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ เป็นรายไตรมาส เพื่อกำกับดูแลและติดตามประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง
จากความร่วมมือดำเนินงานร่วมกันระหว่างบริษัทฯ และผู้รับเหมา ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และสุขอนามัยของพนักงานและแรงงาน ถือเป็นการดำเนินงานด้านการสร้างมาตรฐาน และยกระดับการบริหารงานด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ ใน 365 วัน บริษัทฯ ไม่พบกรณีพนักงานและแรงงานหยุดงานเกิน 3 วัน และ 7 วัน การหยุดงานเกินเป็น 0 และในทุกโครงการก่อสร้าง จำนวน 11 โครงการ ในปีนี้ได้มีการอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับเหมา ครบ 100% รวม 1,852 คน
รวมถึงได้มีมาตรการเพิ่มเติม จากปรากฏการณ์การแผ่นดินไหว ทำให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหาย เป็นภัยพิบัติต่อบ้านเมือง สิ่งก่อสร้าง และสิ่งมีชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางบริษัทได้ร่วมมือกับทางผู้รับเหมาจัดทำแผนมาตรการป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวและมาตรการบริหารจัดการความปลอดภัยการใช้งานปั้นจั่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมสำรวจบรรยากาศและระดับความผูกพันของพนักงานในรูปแบบที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร โดยใช้คำถามเชิงสะท้อนมุมมองและความรู้สึกต่อการทำงานในปัจจุบัน ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงระดับความรู้สึกเชิงบวกต่อองค์กรในภาพรวม โดยในปีนี้ผลคะแนนความพึงพอใจของพนักงานอยู่ที่ 87.4% จากการวางเป้าหมายความพึงพอใจที่ 80% ขึ้นไป โดยพนักงาน 70% ให้คะแนนความรู้สึกผูกพันต่อองค์กรในระดับสูงสุด (5 จาก 5) มีคะแนนเฉลี่ยภาพรวมอยู่ที่ 4.5 คะแนน สะท้อนระดับความผูกพันเชิงบวกและความรู้สึกมั่นคงต่อองค์กรในภาพรวม ขณะเดียวกัน สัดส่วนคะแนนระดับต่ำมีอยู่ในระดับจำกัด และไม่พบคะแนนต่ำสุด (0) ซึ่งแสดงถึงบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อความผูกพันระยะยาวของบุคลากร
การสร้างความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement)
บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าความผูกพันของพนักงาน คือรากฐานของประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แม้ในรอบปี 2568 บริษัทฯ จะอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการประเมินความผูกพันเชิงปริมาณให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น แต่บริษัทฯ ได้ดำเนินการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมความผูกพันผ่านกลยุทธ์การรับฟังและตอบสนอง ดังนี้
กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความผูกพันในองค์กร
บริษัทฯ เชื่อว่าความผูกพันของพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากประสบการณ์ที่ดีในแต่ละวันทำงาน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างเพื่อนร่วมงาน บริษัทฯ จึงออกแบบกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีชีวิตชีวา เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วม และสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกัน ดังนี้
การยกย่องและการให้รางวัล
การสื่อสารนโยบายและทิศทางขององค์กร
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงกลยุทธ์อย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน และสามารถขับเคลื่อนงานของตนให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้จัดกิจกรรม Townhall ภายใต้ชื่อ “Origin Day” สำหรับพนักงานในเครือทุกบริษัทเป็นประจำปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ ช่วงต้นปี กลางปี และปลายปี
เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สำหรับผู้บริหารในการถ่ายทอดภาพรวมผลการดำเนินงาน เป้าหมาย กลยุทธ์สำคัญ และทิศทางการดำเนินธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้พนักงานรับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน เข้าใจบทบาทของตนเองในภาพใหญ่ขององค์กร และสามารถปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
การสื่อสารอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้ไม่เพียงสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
กิจกรรมพนักงาน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและรอยยิ้มในสถานที่ทำงาน ผ่านการจัดกิจกรรมตามเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ อาทิ ทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ วันตรุษจีน วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ วันคริสต์มาส กิจกรรม Pride Month เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนาน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้แสดงออกถึงความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เปิดกว้างและเคารพในความแตกต่าง
กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการรักษ์โลก
บริษัทฯ จัดกิจกรรม “Origin Green Market” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจัดขึ้นทุกไตรมาส เปิดโอกาสให้พนักงานนำเสื้อผ้ามือสองหรือสิ่งของที่ยังมีสภาพดีมาจำหน่าย เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรและเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของเหล่านั้น อีกทั้งภายในงานมีการงดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เพื่อลดปริมาณขยะ กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างรายได้เสริมและความร่วมมือระหว่างพนักงานในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
กิจกรรมด้าน CSR และการบริจาคต่างๆ
บริษัทฯ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การซ่อมแซมหรือปรับปรุงโรงเรียนในพื้นที่รอบโครงการในทุกไตรมาส การบริจาคโลหิต และการบริจาคสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วให้แก่ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ผู้ด้อยโอกาส กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ร่วมกันสร้างคุณค่าที่มากกว่าการดำเนินธุรกิจ
บริษัทฯ มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร โดยส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ทั้งในด้านทำเล ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัยใช้งานได้จริง มีความปลอดภัยและสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ ซึ่งทำให้บริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของโครงการ บริษัทฯได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการให้บริการและคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอเพื่อให้มีความเหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยมีความมุ่งหวังการส่งมอบสินค้าและผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคภายใต้แนวคิด “Creative Living for All” สร้างสรรค์ชีวิต คิดเพื่อคุณ มุ่งพัฒนาคอนโดมิเนียมที่คำนึงถึงทุกมิติของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย การปรับสมดุลชีวิต การพักผ่อน ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อทุกคน (Inclusive Design) โดยครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเพศ วัย อายุ รวมถึงผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนโดย ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ได้แก่
พร้อมกันนี้ทางบริษัทฯยังคงให้ความสำคัญในการพัฒนาสินค้าและบริการ ตามหลักกลยุทธ์ด้านคุณภาพและการบริการ (Quality & Services) ของบริษัท 4 ด้าน ได้แก่
คุณภาพและบริการอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการ Upskill และ Reskill เช่น การจัดกิจกรรมอบรมแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) ร่วมกับเหล่าพันธมิตรชั้นนำที่มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาทิเช่น หลักสูตรอบรมการติดตั้งแอร์และระบบแอร์ร่วมกับทาง Panasonic , อบรมระบบลิฟต์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน , อบรมระบบกันซึม กระเบื้อง ร่วมกับผลิตภัณฑ์จระเข้ โดยในปี 2568 ได้มีการจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถพนักงานร่วมกับพันธมิตรทางการค้า เพื่อให้พนักงานมีทักษะความรู้เบื้องต้น และพร้อมให้บริการต่อลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วมากขึ้น จำนวน 3 หลักสูตร รวม 65 ท่าน
ความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งมีทีมวิจัยเพื่อการพัฒนาที่เป็นเลิศ (RED TEAM) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาทั้งทางด้านสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบรับความต้องการของลูกค้า รวมถึงพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ทันต่อยุคสมัยปัจจุบัน
คุณภาพงานก่อสร้าง ทั้งยกระดับการรับรองคุณภาพงานก่อสร้าง หรือ Quality Assurance รวมถึงการประกาศการรวมศูนย์ระหว่างทีม Homecare และทีม Quality Control ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับองค์กรในการที่จะมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านคุณภาพทีมใหม่ภายใต้ชื่อ “Origin Quality Care” ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีพันธกิจหลักในการส่งมอบคอนโดมิเนียมที่มีคุณภาพเหนือระดับให้แก่ลูกค้า การผสานศักยภาพและจุดแข็งของทั้งสองทีมนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน และยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้สูงยิ่งขึ้น
4. Service Excellence ครอบคลุม บริการหลังการขาย ทั้งงานดูแลห้องลูกค้า และดูแลการใช้ชีวิตของลูกค้า ผ่านพันธมิตร ที่หลากหลายทั้งในเครือ และภายนอก เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า
นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ภายใต้กรอบกลยุทธ์องค์กรด้าน Digital Transformation บริษัทฯ มุ่งปรับกระบวนการดำเนินงานสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ และช่วยในการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานหลักขององค์กรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บและบริหารข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) การติดตามผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาระบบแอปพลิเคชันภายในเพื่อสนับสนุนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น เช่น กระดาษ สร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการส่งมอบงานภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงาน รวมถึงช่วยสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ลดข้อร้องเรียนที่อาจเกิดจากความผิดพลาดจากการทำงานได้
ในปี 2568 บริษัทฯ จึงได้เกิด โครงการ “Make It Better” เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกได้นำเสนอแนวคิด และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดแก่องค์กรหรือแผนกของตนเอง โดยเน้นที่การปรับปรุงและลดกระบวนการในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ประหยัดพลังงานและลดใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยได้รับข้อเสนอแนวคิดจากพนักงานรวมทั้งสิ้น 179 ไอเดีย จากทุกหน่วยงาน ครอบคลุมหลากหลายมิติของการพัฒนาองค์กร และได้พิจารณาคัดเลือกแนวคิดที่มีศักยภาพจำนวน 49 ไอเดีย เพื่อนำไปดำเนินการจริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาวิเคราะห์และต่อยอดอย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงเชิงประสิทธิภาพ การสร้างคุณค่าใหม่ทางธุรกิจ และการยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง
นวัตกรรมเด่นปี 2568
ระบบ Homecare Application สำหรับการตรวจสอบบริการงานซ่อมสำหรับลูกค้า
บริษัทฯ ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการตรวจรับห้องชุด คือ QC App ซึ่งระบบดังกล่าวได้ออกแบบให้สามารถดำเนินการ ตั่งแต่การนัดหมายเข้าตรวจห้อง การลงรายการดีเฟคตรวจห้อง การอัพเดตรายการแก้ไขงานแล้วเสร็จ และการลงนามรับรองผลการตรวจรับมอบห้องกับลูกค้า และแอปพลิเคชันสำหรับบริการหลังการขาย (Homecare) คือ Homecare App ซึ่งระบบดังกล่าวได้ออกแบบให้สามารถรับเรื่องแจ้งซ่อมของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งระบบสามารถดำเนินการตั้งแต่การนัดหมายเข้าตรวจห้อง กระบวนการตรวจสอบห้อง กระบวนการแก้ไขห้อง และการลงนามงานซ่อมแล้วเสร็จกับลูกค้า โดยทั้ง 2 ระบบสามารถทำกระบวนการต่าง ๆ ได้ ครบวงจรภายในแพลตฟอร์ม
ORIGIN I Booking
บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบ Origin I Booking เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการจองซื้อโครงการผ่านระบบออนไลน์อย่างครบวงจร ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยระบบดังกล่าวช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าผ่านการแสดงข้อมูลรายละเอียดโครงการ ราคา ตำแหน่งห้อง ทำให้สามารถเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ ระหว่างโครงการได้อย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ โดยภายในระบบจองออนไลน์ ได้รับการออกแบบให้รองรับกระบวนการจองแบบ 100% ตั้งแต่การเลือกห้อง การตรวจสอบราคา การชำระเงิน ไปจนถึงการยืนยันรายการจองผ่านระบบ ช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการเดินทางไปยังสำนักงานขาย ทั้งยังเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงยูนิตยอดนิยมในทำเลศักยภาพได้อย่างทันท่วงที
Link : https://origin.co.th/ibooking/th
บริษัทฯ เปิดช่องทางเพื่อให้ลูกค้าติดต่อประสานงาน ร้องเรียน หรือติดตามการดำเนินงานต่างๆ ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ Call Center : 1498 , www.origin.co.th , FB : Origin Property และ application Origin Connect เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างบริษัทฯกับลูกค้า รวมถึงได้กำหนดให้มีการประเมินความพึงพอใจของทางลูกค้าและลูกบ้าน ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ปรับปรุงและพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีมากยิ่งขึ้น ให้ตรงตามความต้องการและสร้างความพึงพอใจในการให้บริการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์ ผ่านการโทรสอบถามโดย call center เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านมากยิ่งขึ้นทั้งโครงการในปัจจุบันและอนาคต
โดยในปี 2568 มีการประเมินความพึงพอใจในด้านการให้บริการของพนักงาน ในกระบวนการการดำเนินงานของบริษัทฯ ผ่านการโทรสอบถามจากทาง Call center สรุปผลได้ดังนี้
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อสร้างความประทับใจและความพึงพอใจทั้งในด้านสินค้าและบริการ Customer Relation Management (CRM) เป็นหน่วยงานที่จัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อสร้างความประทับใจ ความพึงพอใจในสินค้าและบริการ ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างบริษัทฯกับลูกบ้าน ลูกบ้านในโครงการเดียวกัน และระหว่างลูกบ้านต่างโครงการ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดี และมีความผูกพันที่ดีระหว่างกัน ภายใต้ชื่อ “ORIGIN FAMILY” โดยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจของลูกบ้าน และครบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ลูกบ้านทุกท่านมีความสุขในทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ภายใต้ออริจิ้น
กิจกรรมเด่น ประจำปี 2567
Origin Snap Joy Work Shop
กิจกรรม workshop สอนถ่ายภาพให้กับลูกบ้านออริจิ้น ให้ได้เรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยมือถือ ซึ่งกิจกรรมนี้นอกจากจะได้สร้างความสัมพันธ์กับทางลูกค้าแล้ว ยังทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองของการถ่ายภาพระหว่างโครงการกับทางลูกบ้าน รวมถึงได้ภาพมุมมองใหม่ของโครงการ ผ่านการถ่ายทอดออกมาจากการถ่ายภาพของทางลูกค้า ซึ่งได้ดำเนินการจัดงานที่ 2 โครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก & เพลย์ นนทบุรี สเตชั่น , ออริจิ้น เพลย์ ศรีอุดม สเตชั่น
GIVE OF LOVE …..Empowering Communities Through Give
พลังการแบ่งปัน…จากหัวใจ ชวนลูกบ้านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ และการแบ่งปันช่วยเหลือสังคม ทำบุญบริจาคปัจจัย และสิ่งของต่าง ๆ สำหรับเด็กและผู้ป่วยกับ วัดพระบาทน้ำพุ โดยหลวงพ่ออลงกต
การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม
Origin Give – Sustainability Together, We Give to Grow
ภายใต้วิสัยทัศน์ “Sustainability is Our Daily Responsibility” บริษัท ออริจิ้น กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและชุมชนในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปลงทุนและพัฒนาโครงการ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคุณสมบัติที่ควรมี แต่ยังเป็นความรับผิดชอบสำคัญที่ต้องปฏิบัติทุกวัน ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานล่าสุดมาใช้หรือหันมาใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อมีส่วนสนับสนุนด้วย ด้วยคติที่ว่า “หากออริจิ้นอยู่ที่ไหน สังคมและสภาพแวดล้อมที่นั่นจะต้องดีไปด้วย” บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความเท่าเทียม และดูแลสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เชื่อมโยงและสนับสนุนกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกันทั้งภายในองค์กรและสังคมภายนอก สู่เป้าหมายร่วมกันในการสร้างความยั่งยืนที่มีพลังมากขึ้น และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะพัฒนาหรือมีส่วนร่วม จะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่ครอบคลุมบริเวณรัศมี 1 กิโลเมตร รอบโครงการ โดยแบ่งเป็นดังนี้
กลุ่มที่ 1 กลุ่มพื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่บ้านติดโครงการ และพื้นที่รัศมี 100 เมตร
กลุ่มที่ 2 กลุ่มพื้นที่รอง รัศมี 100-500 เมตร และพื้นที่รัศมี 500-1000 เมตร
กลุ่มที่ 3 พื้นที่อ่อนไหว ได้แก่ สถานศึกษา สถานพยาบาล และศาสนสถาน
กลุ่มที่ 4 หน่วยงานราชการ และสถานทูต ในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบโครงการ
กลุ่มที่ 5 กลุ่มผู้นำชุมชน ในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบโครงการ
กลุ่มที่ 6 ชุมชนทั่วไปที่อยู่ในจังหวัดที่ตั้งโครงการ
ปรัชญาการดำเนินงาน Origin Give
ภายใต้แนวคิด Origin Give สะท้อนปรัชญา “ WE GIVE TO GROW SUSTAINABILITY TOGETHER” ร่วมให้…ความยั่งยืนไปด้วยกัน ร่วมเติบโต…อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ผ่านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนใน 3 มิติหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ร่วมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสังคมที่สมบูรณ์แบบ สู่การใช้ชีวิตที่มีความสุขอย่างมีคุณภาพ พัฒนาทั้งด้านการศึกษา สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพราะบริษัทฯ เชื่อว่า สังคมที่ดีจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของทางบริษัทฯ ร่วมทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมร่วมกัน สนับสนุนการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสังคมและชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่พนักงานได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน
ด้าน Education (From HUG to GIVE) มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ผ่านโครงการ “สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ที่ไม่เพียงแต่สานฝันพัฒนาโรงเรียน แต่ยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาที่เข้าถึงได้ทุกระดับ การพัฒนาทักษะชีวิต และการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในชุมชนให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองในอนาคต
ด้าน Equality (From HELP to GIVE) บริษัทมุ่งสนับสนุนการใช้ชีวิตและการเข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียมผ่านโครงการต่างๆ เช่น สนับสนุนอาชีพเพื่อสร้างรายได้ บริจาคสิ่งของแด่ผู้ขาดโอกาส หรือมอบเงินช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ที่เน้นการลดช่องว่างทางสังคมและสร้างโอกาสให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ด้าน Environment (From HEAL to GIVE) ส่งเสริมการดูแลรักษา ปกป้อง สิ่งแวดล้อมที่ดี สู่โลกที่ยั่งยืนและสวยงามของเราพร้อมตั้งเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ NET ZERO ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพของสิ่งแวดล้อม อาทิ Origin Green Day ที่เป็นการจัดกิจกรรมลดขยะและส่งเสริมการคัดแยกขยะ Origin Sustainable Cities ที่มุ่งพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เป๋น ห่วง ตั๋ว เน่อ
จากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้หลายโรงเรียนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือได้รับผลกระทบ อาคารเรียน ห้องสมุด หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เกิดความเสียหาย ออริจิ้น และบริษัทในเครือ พร้อมทั้งลูกบ้านโครงการ ประกอบด้วย 17 โครงการคอนโด และ 21 โครงการบ้าน จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือไปพร้อมกับสังคม ผ่านการรับบริจาคอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา คอมพิวเตอร์ รองเท้าและชุดนักเรียน และสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคเหนือ ผ่านทางมูลนิธิกระจกเงา
โครงการ Drink To Give Together
จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เป็นอีกหนึ่งจุดเศรษฐกิจสำคัญของการลงทุนที่ทางบริษัทฯ ได้มีแผนในการพัฒนาและปรับปรุงโครงการ ทั้งโรงแรมและคอนโดมิเนียม ทีมออริจิ้นได้ลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล ชีวิตความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตต่างๆ ของคนในชุมชน สิ่งหนึ่งที่ตระหนักได้คือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนกับผืนป่า ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ หากยังเป็นรากฐานของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น
จากความเข้าใจนี้ ออริจิ้นจึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของการนำผลิตภัณฑ์ของคนในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มอบให้กับลูกค้าและลูกบ้าน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกคือ “น้ำผึ้งป่าและเมล็ดกาแฟ” ซึ่งเป็นผลผลิตสำคัญที่ชุมชนปกาเกอะญอ ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้ดูแลรักษาอย่างพิถีพิถัน ที่ไม่เพียงเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
จากบริบททั้งหมดนี้ บริษัทฯ จึงได้กลั่นกรองและนำน้ำผึ้งป่าและเมล็ดกาแฟมาผสานกับกระบวนการทางธุรกิจด้านการตลาดและการขาย เพื่อสะท้อนเรื่องราวของผู้คนและผืนป่า ทำให้ภาพลักษณ์ของการตลาดดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากลูกค้าได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวของการถ่ายทอดเรื่องราวของการอนุรักษ์ป่า การดูแลชุมชน และการสร้างความยั่งยืน ซึ่งสร้างความชื่นชมและความประทับใจให้กับลูกค้า นอกจากนี้ การนำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาใช้ยังส่งผลให้คนในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับรู้ว่า Origin Group ไม่ใช่บริษัทจากภายนอกที่เข้ามาเพียงเพื่อทำธุรกิจ แต่เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น โดยได้กำเนิดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ 3 เมนูที่มอบให้กับลูกค้าคนพิเศษ ได้แก่ กาแฟปกาเกอะญอเชค น้ำผึ้งป่ามะนาวโซดา และพุทราป่าเชค
ตลอดปี 2567 โครงการ Drink to Give Together ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่าน 32 กิจกรรมที่หลากหลาย โดยส่งมอบเครื่องดื่มจากน้ำผึ้งป่าไปยังลูกค้าและผู้ร่วมงานทั้งสิ้น 3,990 แก้วตลอดทั้งปี
โครงการ Drink to Give Together เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิด Shared Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง โดยความสำเร็จไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ
สำหรับชุมชนปกาเกอะญอ ได้รับประโยชน์ในรูปแบบรายได้เสริมที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่า 100,000 บาท การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากน้ำผึ้งป่าและเมล็ดกาแฟที่เคยขายในราคาต่ำกลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียม การอนุรักษ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านการใช้งานภูมิปัญญาดั้งเดิม และการสร้างช่องทางการตลาดใหม่ที่เข้าถึงลูกค้าในเมืองใหญ่
ในส่วนของธุรกิจ ออริจิ้นได้รับประโยชน์จากการสร้างความแตกต่างและจุดเด่นในการให้บริการลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและความหมายพิเศษ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดีด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การเพิ่ม Customer Engagement ผ่านกิจกรรมที่มีความหมายและสร้างความประทับใจ และการพัฒนาการตลาดเชิงประสบการณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยสรุปเป็นข้อมูลเชิงปริมาณได้ดังนี้
โครงการ Sweet Happiness Caravan
ชวนพันธมิตร ไผ่ทองไอศกรีม จัดคาราวานรถไอศกรีมแจกคนงานแคมป์ก่อสร้าง ตอบแทนคำขอบคุณต่อผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมของออริจิ้น ที่ร่วมสร้างสรรค์ความสุขในการใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน จำนวนทั้งสิ้น 15 โครงการ รวมจำนวน 3,800 คน
โครงการห้องน้ำ …เรา Happy and Healthy, Sustainable-Hygienic Restrooms
จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนพบว่า นอกจากนักเรียนอยากได้ห้องเรียนที่ดี มีบรรยากาศที่ดีแล้วนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาเป็นความทุกข์ของเด็กมากที่สุดเป็นอันดับแรก คือห้องน้ำที่สกปรก เสื่อมทรุดโทรม จนเด็กจำนวนไม่น้อยต้องอั้นเอาไว้ไปเข้าที่บ้าน แม้ห้องน้ำจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เป็นความทุกข์ เป็นเรื่องใหญ่ของเด็ก ห้องน้ำในโรงเรียนจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับบริการ
ออริจิ้น ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กไทย โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงโครงการ ที่อยากให้มีสภาพแวดล้อมและชีวิตดีไปด้วยกัน ตอลดระยะเวลา 15 ปี ทางออริจิ้นได้พัฒนาโรงเรียนร่วมกับทางคู่ค้าและพันธมิตร มากกว่า 12 โรงเรียน เพื่อหวังให้เด็กนักเรียนมีความสุขในการมาเรียน และในปีนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นถึงความต้องการของเด็ก ทำให้เกิดโครงการ ห้องน้ำ …เรา Happy and Healthy, Sustainable-Hygienic Restrooms โดยร่วมมือกับทางธนาคาร พันธมิตรและคู่ค้า กว่า 26 ราย ร่วมสร้างสรรค์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านการศึกษา สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็กเยาวชน อันเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ร่วมปรับปรุงห้องเรียน ห้องน้ำนักเรียนชายและหญิง ให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีและถูกสุขอนามัย พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวจัดทำสวนผักเพื่อการเกษตรเพื่อสร้างแหล่งการเรียนรู้ที่ดีให้กับน้องๆ โดยในปี 2567 ทางบริษัทฯและพันธมิตร ร่วมพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ในระแวกโครงการก่อสร้าง ทั้งสิ้น จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่
“โครงการห้องน้ำ…เรา Happy and Healthy, Sustainable – Hygienic Restrooms ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยของนักเรียนและชุมชนรอบข้าง แต่ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของบริษัทที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีและยั่งยืน (Creative Living for All) การลงทุนเพื่อชุมชนในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียง CSR ด้านการศึกษาและสุขภาวะเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบโครงการ เพื่อสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้กับทั้งชุมชนและธุรกิจในระยะยาว”